Home บทความเฟมินิสต์ในชีวิตประจำวัน Dear my friends ขอให้เราอิสระดั่งนกและเท่าเทียมดั่งเพื่อนกัน

Dear my friends ขอให้เราอิสระดั่งนกและเท่าเทียมดั่งเพื่อนกัน

by หลังบ้าน

เมื่อเข้าสู่วัยเลขสาม ฉันมองชีวิตตัวเองและคนรอบตัว ก็ทำให้พบว่าเพื่อนวัยเดียวกันและตัวฉันเองต่างอยู่ในวัยที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่เข้าสู่วัยชราอย่างเต็มตัว สังคมผู้สูงอายุของฉันจึงมีหน้าตาของการอยู่ร่วม การประคับประคอง พร้อมกับเป็นภาระกันและกันไปตลอดชีวิต เป็นงานที่เหนื่อยและโดดเดี่ยว เพราะใช้ทั้งสมอง ร่างกาย ทรัพยากร เงิน ความสัมพันธ์ และความเข้าใจในชีวิต อีกทั้งรัฐสวัสดิการไทยก็ไม่สนใจเหลียวแลเรามากนัก แค่ลองเข็นรถเข็นไปยังที่ต่างๆ ก็รับรู้ได้ว่าเราไม่เคยอยู่ในสมการของรัฐเลย ฉันจึงอดที่จะจินตนาการชีวิตของตัวเองในวัยเดียวกันกับแม่ของตัวเองไม่ได้ว่าจะเป็นเช่นไร มันเป็นทั้งความกังวลและการหาความหมายของชีวิตตัวเอง


ไม่นานมานี้ฉันได้ดูซีรีย์เกาหลีชื่อ Dear my friends ซึ่งมีนักแสดงนำทั้งหมด 9 คน ดำเนินเรื่องโดยมีแกนกลางคือกลุ่มเพื่อนผู้หญิง 5 คน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่วัยสาวจนถึงวัยร่วงโรย โดยเล่าเรื่องผ่านปากคำของพัควาน หญิงสาววัย 40 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกสาวของแก๊งเพื่อนกลุ่มนี้ เธอจึงเป็นเสมือนลูกของคุณป้าทุกคน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นนักเขียน เป็นสาวโสดที่ไม่สามารถ move on กับความรักที่มีฉากราวโศกนาฎกรรมได้ จักรวาลของซีรีย์เรื่องนี้จึงเคลื่อนไปในโลกของผู้หญิง การเป็นแม่ การเป็นลูกสาว การติดอยู่ในวันวานอันเจ็บปวด การเจ็บป่วยตามวัย และการข้ามพ้นวัยชรา เพื่ออยู่ร่วม อยู่รอด และอยู่อย่างมีความหมาย


ชีวิตที่ผ่านมาของตัวละครทุกตัว พวกเธอต่างกำลังเป็นหรือเคยเป็นนางแบก เป็นหน้าที่ที่มาพร้อมกับเพศสภาพความเป็นหญิงที่ต้องดูแลผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง สามี (ที่กดขี่พวกเธอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ลูกหลานที่พิการหรือยังต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจ เมื่อเข้าสู่วัยชราก็ต้องเผชิญความเจ็บป่วย ความเหงา ความทุกข์ ความสุข และความรัก ฯลฯ เรื่องราวของแต่ละคน บางครั้งร้าวรานราวละครน้ำเน่า แต่ใช่ ชีวิตจริงก็ดันเป็นเช่นนั้น ซึ่งสุดท้ายแม้จะยากแต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยความรักแบบเพื่อน (Friendship) ที่แม้จะขัดแย้ง หยุมหัวกัน น้อยใจ ไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายด้วยความสัมพันธ์และประสบการณ์ชีวิตที่มียาวนาน ตัวละครก็ช่วยเกื้อหนุนกันและกันราวกับเป็นพี่น้องแท้ๆ

************* เปิดเผยเนื้อหาในซีรีย์*************

เรื่องราวที่เท่ที่สุดในมุมของฉันคือเรื่องราวของคุณป้าจองฮวา ในวัยสาวคุณป้าก็เช่นเดียวกับคนเกาหลีในยุคหลังสงครามที่ต้องเผชิญความแร้นแค้น ปากกัดตีนถีบเพื่อดูแลลูกและครอบครัว การฮันนีมูนของเธอจึงเป็นแค่การพักผ่อนในบ้านเก่าๆ ที่ต่างเมืองกับสามี เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เธอได้ห่างจากลูกและการรับใช้แม่สามี เขาและเธอมีโอกาสเล็กๆ ระหว่างถูบ้านด้วยกัน พูดคุยกันว่าวันหนึ่ง หลังจากนี้สัก 10 ปี เมื่อภาระต่างๆ เบาบางลง เราไปเที่ยวรอบโลกกันเถอะ


ทว่าหลังจากนั้นไป 30 ปี ชีวิตของป้าจองฮวาก็เป็นดังเดิม เป็นแม่บ้าน ดูแลงานบ้าน ดูแลลูก ทำอาหารในวันไหว้บรรพบุรุษให้ครอบครัวสามี ดูแลสามีซึ่งเป็นชายวัย Boomer ผู้ไม่กระดิกทำอะไร แม้แต่รินน้ำดื่มเอง เพราะถูกสอนว่างานเหล่านี้คืองานของผู้หญิง ฯลฯ ประโยคประจำตัวของคุณป้าจองฮวาจึงคือการทวงถามสามีถึงการไปเที่ยวรอบโลกซ้ำๆ แต่สามีก็ไม่เห็นเป็นเรื่องจริงจังที่เป็นไปได้ เขาสนใจแต่จะทำหน้าที่พี่ชายคนโตของครอบครัว และตั้งใจทำงาน เพราะกลัวว่าจะถูกให้ออกจากงาน รปภ. เนื่องจากอายุมากแล้ว


คุณป้าจองฮวามีแม่ที่กำลังป่วยระยะสุดท้าย แม่ของเธอทำงานหนักมาตลอดชีวิต ทว่าในช่วงเวลาสุดท้ายกลับต้องอยู่ในบ้านพักคนชราเพียงลำพัง ภาพดังกล่าวทำให้เธอรำพึงกับเพื่อนสนิทหลายครั้งว่า “ฉันไม่ขอตายแบบนี้ ขอตายบนถนนเสียดีกว่า” และด้วยฉากสุดท้ายในชีวิตแม่ของคุณป้านี่เองที่ทำให้เปลี่ยนชีวิตของคุณป้าจองฮวา การมองนกที่บินอย่างอิสระและชีวิตของแม่ ทำให้คุณป้าตัดสินใจหย่าขาดและใช้ชีวิตตามลำพังในบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง


สำหรับฉันการเลือกของตัวละครนี้ช่างมีพลัง เหตุที่เธอทำเช่นนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้แค้นสามี ในทางตรงกันข้าม เธอเข้าใจในสิ่งที่สามีเป็น แต่ที่เลือกหย่า เพราะต้องการชีวิตที่เป็นอิสระ เธอต้องการแค่การได้ดื่มเบียร์ เอนหลัง และดูทีวีได้โดยไม่ต้องฟังเสียงบ่นของใครอีก และโชคดีที่เธอไม่เดียวดาย เพราะยังมีกลุ่มเพื่อน มีชุมชนที่ช่วยดูแลกันและกัน เมื่อแยกตัวออกมาจากบ้านสามีได้พักใหญ่ๆ วันหนึ่งเธอกับสามีก็มีสถานะทางความสัมพันธ์แบบเพื่อน (Friendship) คำนี้หมายถึงการที่ไม่มีใครเป็นผู้นำหรือผู้ตาม ไม่มีใครทำหน้าที่นอกบ้านหรือในบ้าน สามีเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำงานในบ้านซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะการรอดชีวิต ทำให้ในช่วงท้ายทั้งคู่อยู่ในความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม ซึ่งเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดเท่าที่ชีวิตบั้นปลายจะให้กันและกันได้


‘อิสรภาพ’ และ ‘ความเท่าเทียม’ เป็นสิ่งที่เราๆ ท่านๆ ต่างโหยหาต้องการ แต่สิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ง่ายสำหรับชีวิตของผู้ดูแลและในความสัมพันธ์แม่ลูก จริงๆ ซีรีย์แตะประเด็นนี้เช่นกัน และจบที่ความเป็นไปได้ที่ต่างคนจะมีชีวิตของตัวเองอย่างสง่างาม เมื่อมองกลับมาที่ชีวิตของตัวเองก็พบว่ากำลังไต่ไปบนทางเส้นนั้น อย่างไรก็ดีการต้องเผชิญความชราและความร่วงโรยของร่างกายทำให้จิตใจแม่ของฉันเต็มไปด้วยความกลัว จึงต้องขอเกาะเกี่ยวมือของลูกเอาไว้เสมอ ในขณะเดียวกันในฐานะลูกนี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ได้พบกับแม่ตัวเองเวอชั่นนี้ แม่ที่เคยแข็งเกร่งอยู่เสมอเข้าสู่ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยหวั่นไหวและอ่อนแอ อย่างไรก็ดีการที่ต้องเกาะแขนเกี่ยวมือกันตลอดทำให้เราเหนื่อยล้า สิ่งที่ฉันพอทำได้ในเวลานี้คือการออกจากบ้านและพักผ่อนจากความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นครั้งคราว เพื่อพัก ให้อิสรภาพกับตัวเองและใช้เวลาดังกล่าวพิจมองชีวิตตัวเองและชีวิตของแม่


จริงๆ แล้วตลอดชีวิตของแม่ก็ทำงานหนัก เป็นนางแบก และมีฉากชีวิตเหมือนละครน้ำเน่าไม่ต่างกับป้าๆ ในเรื่องนี้ แม่ไม่เคยได้รับความเท่าเทียมและอิสรภาพจากครอบครัวของแม่ หลายๆ สิ่งที่ฉันได้รับทุกวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่แม่อาจจินตนาการได้ในชีวิตของตัวเอง เมื่อเห็นแล้วจึงอดขอบคุณไม่ได้ว่าอย่างน้อยที่สุดครอบครัวและแม่ของฉันได้ให้พื้นที่นี้กับฉัน แม้ว่าจะมีหลายเรื่องที่เราไม่เข้าใจกัน ยังมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบแม่ก็คือแม่อยู่ก็ตามที แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่คงอยู่ตลอดไป วันหนึ่งฉันก็จะเข้าใจ ถ้าฉันยังอยู่บนเส้นทางและไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน

พรรัตน์ วชิราชัย

นักเขียนที่ถนัดงานสัมภาษณ์ สนใจประเด็น feminist ความเป็นธรรมทางเพศ ประเด็นสุขภาพจิต ฯลฯ ชอบดูซีรีย์และเดินทางเวลาเหนื่อย

You may also like