Home ความสุขและสุขภาพนักกิจกรรม มาใส่ใจ Digital Wellbeing กันเถอะ

มาใส่ใจ Digital Wellbeing กันเถอะ

by หลังบ้าน

เคยไหมปวดนิ้วโป้งมือ ปวดตา ปวดหลัง นี่เป็นอาการทั่วไปของคนที่ใช้คอมพิวเตอร์และมือถือเยอะๆ ซึ่งฉันก็เป็นเหมือนกัน (ฮา) ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกันที่อุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นของสำคัญที่ขาดไม่ได้ มันอยู่กับเราทุกที่ แม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำ ตอนกินข้าว ไปยันเข้านอน

เหมือนทุกอย่างของชีวิตอยู่ที่นี่ การงานของเราอยู่ในมือถือและอยู่ในคอม ธุระปะปังในชีวิตประจำวัน อย่างการโอนเงิน ลงทะเบียนวัคซีน สั่งของ จองคิวร้านอาหาร ฯลฯ ก็อยู่ในอุปกรณ์เหล่านี้ ถ้าอยากพักผ่อนหย่อนใจ เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง ฯลฯ ก็เช่นกัน ยิ่งมาในยุคโซเซียลมีเดีย ความสัมพันธ์ในชีวิตของเราก็ตามติดมาด้วย เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว คนรู้จัก คนที่เราสนใจและคิดคล้ายๆ ฯลฯ ก็มีช่องทางให้เราติดตามติดต่อผ่านแอพพลิเคชั่นมากมาย

ยิ่งหากเราเป็นนักกิจกรรมทางสังคมก็ยิ่งเห็นโอกาสเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านโซเซียลมีเดีย เพราะที่แห่งนี้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายจึงสามารถเข้ามาสร้างบทสนทนา สื่อสาร ถกเถียง และสร้างการเคลื่อนไหวได้ แถมยังเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตนได้อีกต่างหาก ชีวิตบนพื้นที่ดิจิตัลจึงเข้ามาสัมพันธ์กับชีวิตเราแทบทุกนาที

แต่รู้หรือไม่ว่าโซเชียลมีเดียที่ให้เราใช้ฟรีๆ นั้นถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ของเรา เราต้องจ่าย “ข้อมูล” ของตัวเองผ่านสิ่งที่เรากรอกข้อมูล พิมพ์สเตตัส คลิ๊กไลค์ และกดค้นหา (seach) ฯลฯ ข้อมูลเหล่านั้นทำให้แพลตฟอร์มสร้างมูลค่าและขายโฆษณาได้จำนวนมหาศาล และกลายเป็นบริษัทที่ร่ำรวยระดับโลก ระบบอัลการิทึมของโซเชียลมีเดียได้วิเคราะห์พฤติกรรมของเราทุกคน เพื่อออกแบบให้เราใช้งานแพลทฟอร์มให้นานที่สุด ติดพันหน้ารายการใหม่ๆ (new feed) ได้นานเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่ละไปไหน ถึงกับมีคำกล่าวว่า “มีเพียงสองอุตสาหกรรมเท่านั้นที่เรียกลูกค้าของตัวเองว่า User (ผู้ใช้) นั่นก็คืออุตสาหกรรมยาเสพติดและซอฟแวร์”

สิ่งเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพร่างกายดังที่นิ้วโป้งและหลังของฉันโอดโอยอยู่ทุกคืนวัน แล้วในทางจิตใจละ? โดยไม่รู้ตัวเรามักหยิบมือถือขึ้นมาใช้โดยไม่มีจุดประสงค์ ไถมันไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกหนีสิ่งที่อยู่ในใจ หลายครั้ง เราอดไม่ได้ที่จะต้องเช็คปุ่มแจ้งเตือนสีแดงที่เด้งขึ้นมา เพราะวิตกกังวลหรือกลัวการตกข่าว หรือแม้แต่การต้องอัพเดทรูปภาพและความคิดเห็นของตัวเองตลอดเวลาว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน และมีความสุขอย่างไร สิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนสภาวะบางอย่างที่ไม่สมดุลในใจของเราก็เป็นได้

ไม่นานมานี้ฉันได้รู้จักแนวคิด Digital Wellbeing ในวงคุยนักกิจกรรมของการเมืองหลังบ้าน ที่ชวนให้เรากลับมาสำรวจชีวิตดิจิตัลของตัวเอง ซึ่งพบว่าแต่ละคนนิยามพื้นที่และความหมายของดิจิตัล ไม่เหมือนกัน และโซเชียลมีเดีย ไม่ได้มีเพียงแค่ประโยชน์ ไม่ได้เป็นแค่ของที่เราใช้ได้ฟรีๆ แต่ได้แปลงเราทุกคนให้กลายเป็นสินค้าในระบบทุนด้วย และสิ่งนี้ก็กระทบกับสุขภาพกายใจของเราอย่างหลีกหลี่ยงไม่ได้ วงคุยนี้จึงเป็นพื้นที่เล็กๆ เพื่อสร้างบทสนทนาว่าเราจะรักษา Wellbeing ของเราในวิถีชีวิตดิจิตัลได้อย่างไร

กลับไปที่ทำคำว่า Wellbeing มีคำนิยามในวงที่น่าสนใจว่ามันคือ “สุขภาพและความสุข” มีทั้งส่วนที่เป็นร่างกายของเราและส่วนทีเป็นความรู้สึก ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของเราแต่ละคน คำว่า Wellbeing ในที่นี้จึงไม่ใช่เรื่องของการเสพสุขอย่างไม่สนใจผู้อื่น หรือการบำรุงบำเรอตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการไม่หลงลืมตัวเอง ซึ่งเป็นการต่อสู้กับโครงสร้างทางสังคมทุนนิยมที่พยายามผลักดันให้มนุษย์เป็นแค่เครื่องจักร ผลิตงานอย่างไม่หยุดหย่อน จนหลงลืมสุขภาพ ความสุข และการเติบโตของตัวเอง ฉะนั้นการที่นักกิจกรรมอย่างพวกเรากลับมาสนใจเรื่อง Wellbeing -สุขภาพและความสุขของตัวเอง คนรอบข้าง และขบวนการ จึงเป็นการกระทำที่ทั้งอ่อนโยนกับตัวเอง และต่อต้านกับระบบที่เอารัดเอาเปรียบ

Digital และ Wellbeing จึงเป็นคำใหม่สำหรับตัวฉันเอง เป็นการชวนเราทุกคนให้กลับมาตระหนักว่า ดิจิตัลนั้นไม่ได้มีแต่แง่ดี และกลับมาดูแลชีวิตประจำวันของตัวเอง นิ้วมือแต่ละนิ้ว เวลากินข้าว และเวลานอน เพื่อค่อยๆ ฟื้นคืนสุขภาพร่างกายและจิตใจของเราคืนมา

พรรัตน์ วชิราชัย

นักเขียนที่ถนัดงานสัมภาษณ์ สนใจประเด็น feminist ความเป็นธรรมทางเพศ ประเด็นสุขภาพจิต ฯลฯ ชอบดูซีรีย์และเดินทางเวลาเหนื่อย

ภาพ : ช่อแก้ว ปทานุคม (OXIDE)

อยากเป็นนักวาดภาพประกอบ เบื่อหน่ายกับบทบาททางเพศที่ตายตัว จึงถอนตัวจากทุกสถานะแล้วค้นหาที่ที่อนุญาตให้เราเติบโตได้

You may also like