Home บทความเรื่องสั้นเฟมินิสต์ ฉันเลือกกล่าวขอโทษ แม้คิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดเลยก็ตาม (2)

ฉันเลือกกล่าวขอโทษ แม้คิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดเลยก็ตาม (2)

by หลังบ้าน

คำเตือน (Trigger Warning) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเอง
หากจิตใจยังไม่พร้อม ข้ามไปก่อน ไว้ค่อยกลับมาอ่าน

          ใบมีดของคัตเตอร์ด้ามเล็กลากกรีดบนผิวจากข้อมือลงมาถึงท้องแขน เลือดสีแดงสดผุดขึ้นเป็นเส้นจากรอยแยกของแผลจนรู้สึกแสบ แต่คมมีดก็ยังกรีดลงไปบนท้องแขนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จบ
          ฉันมองแขนเต็มไปด้วยรอยแผล ผิดกับไฟล์งานในแลปทอปเครื่องเก่าที่แสนว่างเปล่า มันก็สมควรแล้ว…ทำงานไม่ไหว ทำงานไม่ทัน ไม่ว่าจะเคี่ยวเข็ญตัวเองแค่ไหนงานก็ไม่ได้คืบหน้าเท่าที่ควร ความเครียดและกดดันจากสถานการณ์ทั้งงานและเงินทำให้ฉันเลือกบรรเทาภาวะซึมเศร้าของตัวเองด้วยวิธีที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี
          เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่แม่ของฉันไม่สามารถรับผิดชอบได้ทั้งหมด ฉันจึงรับงานเสริมอื่น ๆ โดยไม่ทันคำนึงว่างานเอกสารที่รับมาเข้าใกล้กำหนดส่ง จึงต้องเร่งรับผิดชอบเอาช่วงท้าย ๆ จนเบียดเบียนเวลานอน นั่นทำให้อาการซึมเศร้าของฉันยิ่งแย่ลง เงินก็น้อยจนไม่ได้ไปพบจิตแพทย์แม้ว่ายาซึมเศร้าจะหมดแล้วก็ตาม
          หายใจไว้เพชร งานเสร็จแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
          ฉันวางคัตเตอร์ลงและพิมพ์งานต่อ ถึงจะอ่านเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็อดทนทำจนไฟล์งานถูกเติมเต็มทีละน้อย
          ‘เพชร’
          ‘จันทร์-พุธนี้ว่างเปล่า พี่ฉีดแอสตร้า น่าจะไข้ขึ้นแน่ ๆ’
          ‘เอางานมาทำห้องพี่ด้วยก็ได้ เดี๋ยวให้วันละ 400’
          พี่ที่สนิทกันมาหลายปีทักดิสคอร์ดมาหา และยื่นข้อเสนอสิ่งที่เรียกได้ว่าสวรรค์ชัด ๆ ได้เงิน และได้พ้นจากห้องเช่าแสนอุดอู้ที่ต้องนอนร่วมกับแม่อีกต่างหาก
          ‘ไปค้าบบบบบ’
          ‘ขอบคุณที่ให้เงินในช่วงเวลาที่ร้อนเงินค้าบบบบ’
          ดูแลคนป่วยวัคซีน อย่างมากก็แค่เช็ดตัวตอนไข้ขึ้นและลงไปซื้อข้าวให้ น่าจะไม่กระทบกับงานหลักที่ทำอยู่มากนัก ฉันตอบตกลงอย่างรวดเร็วและเปิดแชทของแฟนสาวเพื่อบอกเรื่องค้างห้องคนอื่นให้เธอรับรู้
          ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยได้คุยกับแฟนมากนัก อย่างน้อยก็ทักข้อความเพื่อแสดงความเป็นห่วงเป็นใยและแยกย้ายกันไปทำงาน เมื่อวานที่โทรคุยกันเธอยังบ่นเรื่องภาระงานที่เยอะขึ้น จึงไม่แปลกนักที่ช่วงนี้จะห่างหายกันไปบ้าง
          เอาล่ะ อดทนไว้เพชร เสร็จงานนี้ ได้เงินก้อนนี้ก็จะได้ไปค้างห้องแฟนแล้ว!
          ‘ที่รัก จันทร์-พุธเค้าไปดูแลพี่ขวัญนะ พี่ขวัญฉีดเข็มแรก’
          ฉันส่งข้อความทิ้งไว้และเปิดงานทำต่อ แต่ไม่นานนักเธอก็ตอบกลับมา
          ‘อ้อ’
          ‘ฉีดเข็มแรกเหมือนกัน วันพุธ’
          โชคดีจังที่ไม่ได้ฉีดวันเดียวกัน
          ‘งั้นให้เค้าไปนอนค้างวันพฤหัสมั้ยคะ?’ ฉันพิมพ์ถามกลับไป
          ‘ไม่ต้อง ไปดูแลพี่ขวัญสิ’
          ‘วันพุธเค้าก็ออกจากห้องพี่ขวัญแล้ว ให้เค้าไปหาวันพุธเย็นเลยก็ได้นะคะ’
          ‘ไม่ต้องมา’
          พิมพ์แบบนี้ ประชดหรือเปล่าวะ?
          ‘โอเค’
          ฉันพิมพ์ตอบกลับไปแค่นั้นเพราะหมดแรงจะซักถาม เลือดบนท้องแขนแห้งแล้ว มันไม่ได้เป็นแผลลึกนักฉันจึงไม่ได้ใส่ใจมัน

          วันต่อมา สงครามประสาทก็เริ่มขึ้น
          เมื่อคืนเธอไม่ได้ทักมาคุยเพิ่มเติม ฉันจึงทิ้งข้อความแสดงความคิดถึง
          ‘ที่รัก คิดถึง ทำงานเป็นไงบ้างคะ’
          ‘สนทำไม’
          แม้ตัวหนังสือจะไม่มีน้ำเสียงหรือสีหน้า แต่ดูจากบริบทแล้วยังไงก็กำลังไม่พอใจอยู่ชัด ๆ
          ‘ไม่พอใจที่เค้าไปดูแลพี่ขวัญใช่มั้ย’
          ‘เค้าได้เงิน’
          ‘พี่ขวัญจ้างให้ไปทำงานบ้านและอยู่ดูแลเขา’
          ‘ก็นั่นไง ให้เลย สองเดือน ไปเก็บเงิน เราก็จ้างคนอื่นเหมือนกัน เพราะงั้นไม่ต้องมา’
          อารมณ์โกรธในใจฉันพุ่งปรี๊ด และใช้ความอดทนอย่างมากในการไม่พิมพ์ด่ากลับไป
          ‘ที่รักกำลังประชดหรือเปล่าคะ’
          ‘ไม่ แค่ทำเหมือนเขา แฟนมาดูไม่ได้ไง เลยต้องจ้างคนอื่น’
          โอเค อ่านยังไงก็ประชดชัด ๆ ฉันเหนื่อยจะทำความเข้าใจกับอารมณ์งอนของแฟน เพราะแค่งานตรงหน้าก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว ฉันโยนโทรศัพท์มือถือลงเตียงและจดจ่อกับงานต่อ พยายามรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองแม้จิตใจจะว้าวุ่นมากแค่ไหนก็ตาม

          วันที่สอง เป็นตัวฉันเองที่ไม่เคยอดทนต่อความเงียบได้เลย แม้พยายามมองในมุมอีกฝ่ายว่ากำลังโกรธและน้อยใจ แต่ฉันทนความรู้สึกผิดในใจไม่ไหว จึงทักไปบอกขอโทษ และใช้เงินที่ได้จากพี่ขวัญมาซื้อชุดผ้าปูที่นอนสีชมพูลายแมวที่แฟนสาวชอบส่งไปรษณีย์ไปให้ เพราะฉันเคยบอกไว้ว่าเมื่อมีเงินจะซื้อให้หนึ่งชุด
          ‘ขอโทษที่ทำให้ไม่พอใจ เค้าซื้อชุดผ้าปูที่นอนส่งให้แล้ว’ ฉันพิมพ์กลับไปพร้อมแนบใบเสร็จของไปรษณีย์
          ‘ขอโทษจริง ๆ นะคะ’
          ‘ซื้อมาทำไม’
          ฉันเริ่มโกรธ แต่พยายามระงับอารมณ์โกรธตัวเอง เพราะรู้ตัวดีว่าฉันเป็นฝ่ายผิดที่ทำให้อีกคนไม่พอใจ
          ‘ซื้อให้เพิ่ม ที่รักจะได้มีเปลี่ยน ไม่ต้องซักบ่อยไง’
          และเธอก็ลงโทษฉันด้วยความเงียบอีกครั้ง

          วันที่สาม
          ‘เค้าเห็นข่าวไฟไหม้ ตอนนี้อยู่ในระยะ 10 กม.มั้ย เห็นกลุ่มควันหรือได้ยินเสียงระเบิดหรือเปล่า’
          ฉันถ่ายรูปแผ่นจดงานบางส่วนและส่งไปให้เธอ
          ‘เค้านั่งทำงานอยู่นะ’
          และเธอก็ลงโทษฉันด้วยความเงียบต่อ

           วันที่สี่
          ‘เค้าโทรหาแล้วไม่รับสาย โทรศัพท์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ’
          ‘ที่รักฉีดวัคซีนหรือยัง พี่ขวัญอาการข้างเคียงเยอะมาก เค้าเป็นห่วงที่รักมากเลยค่ะ เดี๋ยวเค้าไปเฝ้าไข้ที่รักคืนนี้นะคะ’
          ‘เป็นห่วงมาก อยากขอโทษ อยากง้อต่อหน้า’
          คัตเตอร์ทำหน้าที่ลงโทษเนื้อตัวของฉันอีกครั้ง คราวนี้มันกรีดลึกขึ้นจนเป็นแผลชัด อาการนอนไม่หลับของฉันทำให้อ่านไฟล์งานตรงหน้าไม่รู้เรื่อง และนั่นยิ่งทำให้ฉันเกลียดตัวเอง จนลงโทษตัวเองด้วยการกรีดแขนไม่จบไม่สิ้น
          อารมณ์กระวนกระวายเอ่อล้นจนเป็นน้ำตา พะว้าพะวงทั้งงานของตัวเองและแชทของแฟนที่ไร้การตอบกลับ
          เสื้อยืดสีเข้มพันรอบแขนด้านซ้ายเพื่อห้ามเลือด สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสมาธิพิมพ์งานให้เสร็จทันกำหนด
          ‘ไม่ต้องมา บอกว่ามีคนอยู่ด้วย’
          ‘มาก็ไม่เจอใคร ไม่ได้อยู่ห้อง’
          สวรรค์ เธอตอบกลับสักที
          ‘ส่งโลเคชั่นมาเลยค่ะ อย่างน้อยขอให้ได้เจอหน้าก็ยังดี เค้าอยากขอโทษที่รักต่อหน้าจริง ๆ’
          ‘ไม่ค่ะ ยังไม่ต้องมา’
          ‘ที่รักสะดวกรับสายตอนไหนคะ เค้าจะได้โทรหาตอนนั้น’
          แอพลิเคชั่นขึ้นว่าอ่านแล้ว แต่เธอไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย

          ฉันกำลังเป็นบ้า
          ช่วงกลางคืนของวันที่สี่ ฉันรู้สึกใจสั่นเหมือนควบคุมไม่ได้ มีดคัตเตอร์กรีดซ้ำลงบนรอยแยกของแผลจนมันเริ่มแสบร้อน ฉันหยิบโทรศัพท์และมายืนสงบสติอารมณ์อยู่ใต้หอพักคนเดียว เพราะไม่อยากให้แม่รับรู้ภาวะซึมเศร้าที่ฉันกำลังเป็น
          สติของฉันกระเจิงไปหมดจนเรียบเรียงอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ สูญเสียการควบคุมจนงานเอกสารที่ต้องทำไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ฉันรู้ตัวดีว่างานไม่เสร็จเพราะทะเลาะกับแฟนเป็นสิ่งที่ไร้สาระสิ้นดี แต่ฉันควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่าง ระงับอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ได้ จัดการความเศร้าของตัวเองไม่ได้ หยุดใจสั่นมือสั่นไม่ได้ มีแค่ความเจ็บปวดของผิวหนังที่ช่วยย้ำเตือนถึงตัวตนในปัจจุบัน
          ฉันรู้ตัวว่าไม่สามารถจดจ่อกับงานได้ หากอีกฝ่ายยังทำสงครามประสาทด้วยความเงียบแบบนี้ ฉันสูดน้ำมูกตัวเองลงคอ และอัดข้อความเสียงส่งไปหาเธอ
          “ที่รักคะ เค้าขอโทษ เค้ารู้ตัวว่าเป็นแฟนที่แย่มาก”
          เสียงสั่นจนบางคำแทบไม่เป็นศัพท์ แต่ฉันพยายามอย่างมากที่จะสื่อสารออกไป อย่างน้อยให้เธอสัมผัสถึงความรู้สึกผิดและความตั้งใจในการขอโทษของฉัน
          “เค้าทำให้ที่รักรู้สึกไม่ดีจนงอนมาได้สี่วัน เค้ารู้ว่าที่รักกำลังโกรธ แต่ตอนนี้เค้าทรมานมากเลย เค้าไม่ไหวแล้ว ไม่ต้องหายโกรธก็ได้ แต่กลับมาคุยกันดี ๆ ก่อนได้มั้ยคะ”
          น้ำมูกลงคอจนหายใจติดขัด ร่างกายฉันเหมือนจมน้ำที่เต็มไปด้วยความคิดโทษตัวเอง อาการแน่นหน้าอกกำเริบจนรู้สึกเสียดหลัง ฉันอ้าปากเพื่อช่วยหายใจ หวังว่าการหายใจเข้าออกลึก ๆ จะทำให้ร่างกายฉันสงบลงบ้าง
          หยุดใจสั่นสักทีสิ ต้องขึ้นไปทำงานแล้วนะ หยุดแพนิคได้แล้ว
          แอพลิเคชั่นขึ้นอ่านแล้ว เธอน่าจะกำลังฟังข้อความเสียงอยู่
          ‘ไว้ก่อน ขอหายช่วงวัคซีนก่อน จะคุยปกติ’
          ‘2-3 วัน รอได้มั้ย’
          คำตอบที่ได้รับ ทำให้ฉันนิ่งไปเป็นนาที
          มันทั้งโกรธ…แล้วก็เหนื่อย คำถามล้านแปดผุดขึ้นมาในหัว มีหลายเสียงดังกึกก้องจนอารมณ์ทุกอย่างทับถมไปหมด ทั้งโมโหและสับสน ยังขอโทษไม่พอเหรอ? ต้องรออีกเหรอ? รออีกแค่ไหนเหรอ? ที่ผ่านมานี่ยังไม่พออีกเหรอ? ไปดูแลคนอื่นเพราะได้เงินต้องโกรธยาวขนาดนี้เลยเหรอ?
          หรือว่าควรพอได้แล้ว?
          ‘รอได้ค่ะ’
          …แต่ฉันไม่อยากวู่วามตัดสินใจ จึงยอมให้เวลาอีกครั้ง

          วันที่ห้า
          ฉันเห็นอัพเดตสตอรี่เฟซบุ๊คของแฟน จึงกดเข้าไปดู และเห็นภาพแมวของเธอกำลังนอนอยู่บนอก ฉันจำเตียงและข้าวของในห้องได้ดี นั่นคือห้องพักที่เธออยู่ ซึ่งมันผิดกับเมื่อวานที่เธอบอกว่าไม่อยู่ห้อง มาก็ไม่เจอ
          “…”
          คัตเตอร์เล่มเดิมกรีดซ้ำลงบนรอยแผล เลือดสีแดงสดซึมออกและเริ่มไหลเป็นทางยาวเพราะกรีดลงมาตามท้องแขน
          เหนื่อยว่ะ เหนื่อยจะตั้งคำถาม ไล่ตาม คอยขอโทษ คอยให้อีกฝ่ายหายโกรธ เหนื่อยกับการโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา เหนื่อยกับโรคซึมเศร้าที่กำเริบไม่หยุดจนทำงานไม่ไหว
          ฉันเหนื่อยจะซักไซ้แล้ว จึงเปิดแลปทอปและพิมพ์ข้อความลงไปที่หน้าต่างแชทของแฟน
          ‘ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เราทำงานไปกรีดแขนไป ยิ่งเธอไม่ตอบแชท เรายิ่งกรีดแขนไปเรื่อย ๆ เพราะรู้สึกเกลียดตัวเองมากขึ้นทุกที เราทำให้เธอโกรธ แต่เราก็รู้ตัวช้า และทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้อีกว่าทำอะไรให้เธอไม่พอใจ ทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้ และเราก็ยังไม่รู้อีกว่าเราทำอะไรผิดไปบ้าง และต้องทำยังไงให้ช่วงเวลาดี ๆ ของเรามันกลับมาเหมือนเดิม
          เรารู้สึกว่าตัวเองโง่ซ้ำซาก และไร้ศักยภาพที่สุด และยิ่งรู้สึกโง่ลงไปอีกเมื่อเรารู้แล้วว่าตัวเองโง่แต่ไม่สามารถทำให้ฉลาดขึ้นมาได้ ผลลัพธ์มันถึงเป็นแบบนี้ กลายเป็นคนโง่ที่ทำให้เธอเจ็บปวด ทำให้เธอเสียความรู้สึก และให้เธอเผชิญอยู่กับความทุกข์อยู่คนเดียว แล้วยังไม่สามารถเยียวยาเธอได้อีก เราเป็นแฟนที่แย่มาก ๆ และเรามองว่า เราไม่สมควรเป็นแฟนเธออีกต่อไปแล้ว
          เราไม่อยากใช้ข้ออ้างว่า เราเครียดมาก ๆ จนทำร้ายร่างกาย เพื่อให้เธอมาสนใจ หรือรีบหายโกรธหายงอนเพราะกลัวเรากรีดแขน เราไม่อยากเอาโรคซึมเศร้ามาเป็นข้อต่อรองเพื่อให้เธออยู่ต่อไป
          เราทำร้ายร่างกาย ร้องไห้ เครียดจนใจสั่น นอนไม่หลับ เซอร์ทารีนเอาไม่อยู่ มันเกินกว่าที่ร่างกายและจิตใจเราจะรับไหวแล้ว
          หากเรายังคบกันต่อ เราที่ยังไม่หายโง่ก็อาจทำให้เธอโกรธหรือไม่สบายใจอีก และเราไม่สามารถรู้ด้วยตนเองได้ว่าการกระทำหรือคำพูดไหนที่ทำให้เธองอน เราก็คงกรีดแขนเพื่อระบายอารมณ์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเธอจะยอมพูดออกมาเมื่อเธอสะดวกใจว่าเธอไม่พอใจอะไร
          เรากรีดแขนติดกันสามวันแล้ว ใจสั่นจนหลับได้แค่ครั้งละ 4-5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น มันทรมานเกินไป และยิ่งเธอทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ แบบนี้มันยิ่งทรมาน
          ขอโทษที่ต้องยุติความสัมพันธ์นี้นะ แต่มันคงดีที่สุดแล้วสำหรับเรื่องของเราทั้งสอง เพื่อที่ว่าเธอจะได้ไม่ต้องมาอดทนกับแฟนโง่ ๆ และเราก็จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงในชีวิตเธออีก
          ตลอดเวลาที่ผ่านมา คำว่ารักคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ และตอนนี้ก็ยังรักอยู่ แต่มันเกินจะไปต่อแล้ว
          ขอบคุณและขอโทษอย่างใจจริงนะ’
          เป็นข้อความที่พิมพ์ยาวที่สุดตั้งแต่คบกัน
          ผ่านไปเพียงสิบนาที เธออ่านข้อความเหล่านั้นแล้ว และเธอก็ reply ข้อความของเธอที่บอกว่า ‘2-3 วัน รอได้มั้ย’
          ‘โอเค’
          นั่นคือสิ่งที่เธอพิมพ์กลับมาเป็นอย่างสุดท้าย และเธอก็บล็อคทุกช่องทางการติดต่อของฉันไปจนหมด
          “…”
          ฉันพิงเก้าอี้และร้องไห้อย่างคนบ้า ความเจ็บปวดทั้งหมดที่ฉันพยายามบอกกล่าวอย่างสุภาพที่สุด ถูกปาทิ้งกลับมาอย่างไม่ไยดี เธอไม่แม้แต่จะรับรู้บาดแผลบนจิตใจและร่างกายของฉันเลยด้วยซ้ำ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกไร้ศักดิ์ศรีได้ขนาดนี้
          เออ ดีแล้ว จบไปสักที เคลียร์เรื่องส่วนตัวพ้นแล้ว ไปทำงานให้เสร็จได้แล้ว
          ฉันร้องไห้จนปวดหัวไปหมด สะอื้นจนร้าวไปถึงแผ่นหลัง อารมณ์ทุกอย่างเอ่อล้นจนไม่สามารถนิยามความรู้สึกแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น เลือดบางส่วนบนแขนมันแห้งแล้ว แต่บางจุดที่เฉือนลึกยังมีเลือดปริออกมาเป็นบางครั้ง
          ช่างแม่ง มันไม่กลับมาแล้ว ไม่ต้องง้อแล้ว เอาเวลาไปทำงานเถอะ
          ฉันโยนคัตเตอร์ลงถังขยะ และเปิดงานขึ้นมาทำต่อทั้งน้ำตา

บทความ : เพชิร่า

นักเขียนใต้ดินผู้ชื่นชอบการเขียนแฟนฟิคอย่างสุดหัวใจ และชอบเอาเรื่องราวของตัวเองเข้าไปแทรกในนิยายอยู่เสมอ

ภาพ : แวววิศาข์ ณ สงขลา (WAEWI)

นักวาดภาพประกอบที่กำลังสนใจประเด็นเกี่ยวกับสังคม เพศ และวัฒนธรรม

You may also like

Leave a Comment