Home บทความเรื่องสั้นเฟมินิสต์ ฉันเลือกกล่าวขอโทษ แม้คิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดเลยก็ตาม (1)

ฉันเลือกกล่าวขอโทษ แม้คิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดเลยก็ตาม (1)

by หลังบ้าน

          คุณเคยขอโทษ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตัวเองไม่ผิดบ้างไหม?
          มันเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักในชีวิตของฉัน แต่มีช่วงหนึ่งที่ฉันเฝ้าโทษตัวเองไม่รู้จบ เริ่มกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของความสัมพันธ์

          เริ่มจากการเล่นเกม
          ฉันเป็นคนติดเกม ถึงไม่ได้ติดงอมแงมจนไม่ทำงานทำการ แต่ก็ติดขนาดที่อยากเล่นเกมทุกวัน อย่างน้อยขอเล่นสักตาสองตาก็ยังดี เมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นในยามสาย ก็หันไปเห็นแฟนสาวที่แสนน่ารักกำลังนอนอุดอู้อยู่ในผ้าห่ม เปลือกตาของเธอปิดสนิท ราวกับเจ้าหญิงตัวน้อยกำลังวิ่งเล่นในทุ่งแห่งความฝัน อดไม่ได้ที่จะลูบผมสีสว่างที่ผ่านการย้อมของเธอด้วยความเอ็นดู
          เพราะไม่อยากรบกวนเธอ ฉันจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเปิดเข้าเกมเพื่อเล่นให้หายอยากสักหนึ่งตาก่อนไปอาบน้ำ ไม่นานนักแฟนของฉันก็ตื่นขึ้น และเงยหน้ามองฉันเล่นเกมเงียบ ๆ ก่อนที่เธอจะลุกไปอาบน้ำและทำงานที่บ้านตามปกติ
          พอฉันเล่นเกมจบ เธอก็นั่งอยู่หน้าแลปทอป เอาแต่ทำงานไม่พูดไม่จา ฉันเห็นว่าไม่ได้เปิดกล้องคุยกับบริษัทจึงเข้าไปจูบแก้มทักทายตามปกติ แต่เธอกลับหันหน้าหนีและแสดงอาการฟึดฟัด
          “ที่รัก เป็นอะไรคะ?”
          “เปล่า”
          แน่นอนว่าภาษากายของเธอช่างสวนทางกับคำพูด บรรยากาศรอบข้างดูตึงเครียดขึ้นมา แต่ฉันเห็นว่าแฟนสาวยังพิมพ์ตอบงานอย่างไม่ลดละ จึงผละตัวออกไปอาบน้ำอาบท่า ทำความสะอาดห้อง ตักทรายแมว รวมถึงนำขยะลงไปทิ้งด้านล่าง กว่าจะทำเสร็จทั้งหมดก็ล่วงเลยไปถึงเที่ยง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แม่ฉันส่งข้อความไลน์มาเพื่อตามฉันกลับบ้าน
          “ที่รักคะ เดี๋ยวสักบ่ายสามเราต้องกลับบ้านแล้วนะคะ”
          “อืม”
          “เธอไม่พอใจเราเรื่องไหนคะ เราจะได้ง้อถูกไง”
          “ไม่มีอะไร ที่รักก็รู้นี่ว่าเค้าไม่ชอบพูด”
          เอ้าอีสั-
          ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์โกรธ พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าอีกฝ่ายคงยังไม่พร้อมที่จะพูดเรื่องเจ็บปวด แม้ว่ามันจะกระทบความสัมพันธ์นิดหน่อย แต่ฉันที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ (ถึงจะไม่รู้ก็เถอะว่าเรื่องอะไร) ก็ไม่ควรเซ้าซี้อะไร ฉันจึงเก็บเสื้อผ้าและของใช้ใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็กเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน
          แม้จะเป็นเวลาพักเที่ยงของเธอแล้ว เธอก็ยังไม่ยอมคุยด้วย เอาแต่นั่งบนเตียงและตอบงานผ่านโทรศัพท์มือถือ
          “ที่รักคะ บอกได้มั้ยคะว่าโกรธเราเรื่องอะไร? ที่รักเงียบมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ”
          เธอมีสีหน้าลำบากใจ และพยายามอธิบายอย่างติดขัด “ก็…มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สำหรับคู่อื่นก็เรื่องใหญ่อะ เค้าไม่อยากพูด เธอก็รู้ว่าเค้าเป็นพวกงอนแล้วไม่พูด”
          “เธอก็บอกมาสิคะ เราทำผิดเรื่องอะไร เราจะได้ไม่ทำให้เธอโกรธอีกไง”
          “เค้าไม่อยากพูด”
          “เราถูห้องไม่สะอาดเหรอ? หรือเผลอกวนเธอตอนทำงาน?”
          “ไม่ใช่เรื่องนั้น”
          ฉันเครียดจนยกมือนวดขมับ พยายามนึกย้อนตั้งแต่เช้าว่าเผลอทำอะไรที่ไม่สมควรไปบ้าง แต่ก็นึกไม่ออกเลย ทุกอย่างมันคือการใช้ชีวิตประจำวันแสนธรรมดา ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามีเรื่องไหนที่ทำให้แฟนงอนยาวถึงครึ่งวัน
          “ไม่มีอะไรหรอกที่รัก เค้าจัดการตัวเองได้”
          “แน่ใจนะ?”
          “อื้อ เรื่องมันงี่เง่าอะ เค้าจัดการตัวเองดีกว่า”
          “แน่ใจจริง ๆ นะ?”
          “อื้อ”
          สงครามประสาทตลอดช่วงเช้าทำให้ฉันเครียดแทบบ้า แต่ในเมื่อถามย้ำแล้วเธอไม่อยากอธิบายอะไร ฉันจึงหยิบโทรศัพท์มาตอบข้อความของแม่ และเปิดเกมเพื่อเล่นให้ผ่อนคลายสักตา
          แน่นอนว่ามันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ หลังจากจบเกมตานั้น บรรยากาศยิ่งมาคุกว่าเมื่อเช้าเสียอีก

“และลูปนรกการง้อก็เริ่มต้นขึ้น
ฉันเข้าไปกอด ง้อ และกล่าวขอโทษ
แม้ไม่รู้ความผิดของตัวเอง”

ส่วนเธอก็เอาแต่ปัดป้อง เดินหนี และเอาแต่ย้ำว่าไม่อยากพูด ๆ ความเงียบและปัดป้องของเธอนั้นทำให้ฉันประสาทแดกตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันสี่โมงเย็น
          แม่ฉันส่งข้อความมาเร่งแล้ว นั่นยิ่งกระตุ้นอาการตื่นตระหนกของฉัน เพราะฉันไม่อยากกลับบ้านทั้ง ๆ ที่อารมณ์ยังค้างคา เธอยังคงนั่งอยู่บนเตียงและไม่อธิบายเลย แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นเวลาที่ฉันต้องกลับบ้าน
          “เธอคะ…เราขอโทษ เราไม่รู้จริง ๆ ว่าเราผิดอะไร เธอบอกเรามาเถอะ”
          ความลนลานทำให้เริ่มขาดสติ ฉันนั่งลงกับพื้นและร้องไห้ ขอร้องอ้อนวอนให้อีกฝ่ายกลับมาคุยกันดี ๆ ก่อนที่ฉันจะสติแตกไปมากกว่านี้

ความเงียบของแฟนสาวมันกระตุ้น
ความคิดและอารมณ์ของฉันมากมาย
มันทำให้ฉันทั้งคิดมาก กังวล รู้สึกผิด
และโกรธตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งเงียบนาน
อารมณ์ฉันยิ่งฟุ้งซ่านจนใจสั่น

          และเมื่อร้องไห้เท่าไรก็ไม่ได้ผล ฉันจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไร้ศักดิ์ศรีที่สุดในชีวิต
          ฉันกราบลงที่ตักของแฟนสาวทั้งน้ำตา
          “ที่รักกราบเค้าเลยเหรอ?” เธอดูตกใจ แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม ฉันเงยหน้าขึ้นและยังพนมมือขอร้องต่อ “บอกเรามาเถอะว่าโกรธเรื่องอะไร ตอนนี้แพนิคจนไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
          และแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่พูด เธอหยิบโทรศัพท์มากดสั่งอาหารในแอปชื่อดัง และปล่อยให้ฉันจมกับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง นั่งกับพื้นมองเธอรอข้าวตามสั่งมาส่ง และรอเธอนั่งทานข้าวมื้อเย็นจนกว่าจะหมด
          โอ้โห นี่ไม่สนใจกันขนาดนี้เลยเหรอ
          แน่นอนว่าฉันไม่กล้าโมโหกลับ เพราะตระหนักว่าเป็นฝ่ายผิดถึงไม่รู้ว่าผิดอะไร ทำได้แค่นั่งรอ รอ รอ และรอ จนกว่าอีกฝ่ายจะจัดการตัวเองเสร็จ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปจนใกล้ถึงชั่วโมงเร่งด่วนที่รถสาธารณะจะแน่นเอี๊ยด แต่เธอไม่ได้แคร์เวลาของฉันเลย ทานข้าวในกล่องจนหมดและถึงเริ่มอธิบายในสิ่งที่เธอเป็นมาทั้งวัน
          “ที่รักรู้ตัวมั้ย ว่าที่รักตื่นมาก็เล่นเกมเลยอะ”
          ฉันชะงัก อ้าปากค้างอย่างไม่เข้าใจนัก “แค่เนี้ย?”
          “เนี่ย เค้าถึงได้บอกไงว่าถ้าเป็นคู่อื่นก็ทะเลาะกันใหญ่โตได้ แล้วพอเค้าบอกว่าจัดการตัวเองได้แล้ว ที่รักก็เล่นเกมต่อทันทีเลยอะ”
          “ก็เพราะว่าไม่รู้ไงว่าเธอโกรธเรื่องนี้” ฉันพยายามแก้ตัว แต่เธอก็พูดในมุมของเธอจนอดรู้สึกผิดไม่ได้
          “ที่รักก็รู้ว่าเค้าทำงาน เค้าไม่มีเวลา พอเค้าว่างแทนที่ที่รักจะใช้เวลากับเขา ที่รักดันเล่นเกมอะ”
          ก็ตื่นมาเล่นแค่ตาเดียว และเล่นตอนที่นอนอยู่ไง
          “ขอโทษ…”
          ฉันกลืนคำแก้ตัวทั้งหมดลงคอ และกล่าวขอโทษอย่างไม่เต็มใจ “จะไม่เล่นเกมต่อหน้าเธอแล้ว…”
          “เค้าไม่ได้ห้ามเล่นเกมสักหน่อย เค้าอยู่ตรงนี้ที่รักก็ชวนเล่นด้วยก็ได้”
          ก็เธอแรงค์สูงกว่า เกมมันก็เลยยาก ฉันไม่อยากเล่นเกมยาก ๆ นี่นา
          “ขอโทษค่ะ…” ฉันเลือกที่จะปกปิดความคิดเห็นของตัวเองไว้ พูดเพียงแต่คำว่าขอโทษทั้งน้ำตาเพื่อให้เรื่องมันจบลง “ขอโทษที่ทำให้ที่รักเสียความรู้สึกนะคะ…เราผิดเองค่ะ”
          อะไรวะ ตึงใส่มาทั้งวันเพราะเล่นเกมเนี่ยนะ ใครกันแน่ที่ว่างแล้วแต่ไม่มาใช้เวลาร่วมกัน
          ฉันก้มหน้างุด นั่งสำนึกผิดตามสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว ฉันไม่กล้าพูด ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าแม้แต่จะขอตัวกลับบ้านด้วยซ้ำ ได้แต่ปล่อยให้เวลาผ่านไปพักหนึ่งจนกว่าความอึดอัดระหว่างกันจะเบาบางลง สุดท้ายฉันเลือกขอแม่ว่าจะค้างห้องแฟนอีกวัน เพราะรถติดเกินกว่าจะกลับได้
          แม้จะปรับความเข้าใจกันได้ แต่ฉันกลับรู้สึกถึงรอยปริร้าวของความสัมพันธ์ ราวกับระเบิดเวลาที่รอให้มันพังทลาย
          และนี่คือจุดเริ่มต้นของการขอโทษอยู่ฝ่ายเดียว

บทความ : เพชิร่า

นักเขียนใต้ดินผู้ชื่นชอบการเขียนแฟนฟิคอย่างสุดหัวใจ และชอบเอาเรื่องราวของตัวเองเข้าไปแทรกในนิยายอยู่เสมอ

ภาพ : แวววิศาข์ ณ สงขลา (WAEWI)

นักวาดภาพประกอบที่กำลังสนใจประเด็นเกี่ยวกับสังคม เพศ และวัฒนธรรม

You may also like

Leave a Comment