Home บทความเรื่องสั้นเฟมินิสต์ ทวิตเตอร์ของลูกสาวคนหนึ่ง

ทวิตเตอร์ของลูกสาวคนหนึ่ง

by หลังบ้าน

คำเตือนเนื้อหา : มีเนื้อหาสะเทือนใจ, กล่าวถึงภาวะซึมเศร้า, พยายามฆ่าตัวตาย, มีคำหยาบ

          โทรศัพท์หนึ่งเครื่อง และอินเทอร์เน็ตราคาถูก คือพื้นที่ปลอดภัยเพียงหนึ่งเดียว เท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีได้ภายในบ้านชั้นเดียวแสนซอมซ่อ 
          ‘ป๊ารื้อบ้านอีกแล้ว กว่าจะกลับจากทำงานก็เหนื่อยจะตายห่าแล้ว ยังต้องมาเก็บบ้านซ้ำซากอีก เหนื่อยว่ะ’  
          เธอพิมพ์ข้อความและกดส่งมันขึ้นแพลตฟอร์มทวิตเตอร์หลายต่อหลายครั้ง บ่นความอัดอั้นตันใจที่พบมาตลอดทั้งวันจากที่ทำงาน ร่างท้วมยกของหลายต่อหลายชิ้นออกจากห้องนอนของตัวเอง เพื่อนำไปไว้ที่ห้องเก็บของเหมือนเดิม
          “ป๊า เอาของมาไว้ห้องหนูทำไมเนี่ย?”  
          หญิงสาวเอ่ยถามพ่อของเธอที่นอนพักอยู่บนเตียง 
          “ป๊าจะเคลียร์หลังศาลเจ้าไง ทำความสะอาดให้มันโล่งๆ”
          “แล้วของมันก็มารกห้องหนูเนี่ยนะ? แล้วหนูจะนอนยังไง”
          “ก็มานอนกับป๊าสิ”
          อย่างนี้ทุกที
          มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ พ่อของเธอมักจะพยายามทำความสะอาดบ้านอยู่บ่อย ๆ แต่แน่นอนว่ามันไม่เคยสะอาดเลยสักครั้ง ของที่ควรจะทิ้งก็ไม่ทิ้ง มีของเก่าอยู่มากมายเต็มห้องเก็บของ และไม่ว่าเธอจะพยายามเอามันไปทิ้งกี่ครั้ง พ่อก็จะไปเก็บกลับมาและดุด่าเธอที่ทิ้งของที่ยังใช้งานได้
          เจ้าของร่างท้วมมีสีหน้าหงุดหงิด ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเข้าไปเก็บข้าวของในห้องนอนตัวเองจนกินเวลาไปเป็นชั่วโมง
          ‘เหนื่อยว่ะไอ้เหี้ย’
          ‘เลิกงานก็เย็นแล้ว กลับมาก็ต้องทำงานบ้านอีก แล้วเป็นงานบ้านที่กูไม่ได้ก่อด้วย’
          ความในใจทั้งหมดถูกพิมพ์ขึ้นทวิตเตอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังว่าให้คนติดตามร้อยกว่าคนเห็นข้อความเหล่านี้และรับรู้ความรู้สึกของเธอสักนิดก็ยังดี

          ร้านกาแฟวันนี้คนก็คับคั่งเช่นเดิม นักศึกษาเดินเข้าร้านกันมาเป็นกลุ่ม นั่งกินขนมและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็พูดถึงเนื้อหาที่เพิ่งเรียนจากคลาส
          …อายุเท่ากันแท้ๆ แต่พวกเขาเหล่านั้นมีสังคมและการศึกษา
          ส่วนเธอ มีภาระที่ต้องรับผิดชอบและงานที่ต้องทำ
          ลูกค้าหลายคนแวะเวียนมาเป็นระยะ จำนวนเมนูก็มีมากเกินกว่าที่หญิงสาวจะจำไหว ในร้านมีเพียงสองคนช่วยกันทำหน้าที่ แต่เธอเป็นเพียงลูกจ้างรายวันไร้ซึ่งปากเสียง ชงกาแฟ ล้างแก้ว ล้างจาน เก็บโต๊ะ กลับมาชงกาแฟ ล้างแก้ว ล้างจาน ยกเสิร์ฟ และเมื่อมีส่วนไหนตกหล่น หัวหน้างานที่นั่งอยู่จุดแคชเชียร์ก็จะพูดดุทันที
          ‘เหนื่อยว่ะ’
          ‘กูควรได้ไปเรียนแท้ๆ แต่ทำไมกูต้องมาทำงานงกๆ ด้วยวะ’
          เธอพิมพ์ระบายใส่ทวิตเตอร์อย่างที่เคยทำ และสลับมาเปิดแชทเพื่อคุยกับเพื่อนในโลกอินเทอร์เน็ต นิ้วโป้งกดลงบนหน้าจอมือถืออย่างคล่องแคล่ว หากเปรียบเป็นการพิมพ์เป็นการบ่น ตอนนี้เธอคงจ้อไม่หยุดเพราะความรู้สึกล้านแปดภายในหัวต้องการที่ระบายและรับฟัง

          ในขณะที่ชีวิตในจอโทรศัพท์ของเธอช่างเรียบง่าย บ่นขิงข่าชีวิตประจำวันและคอยติดตามผลงานของศิลปินวงโปรด ยิ่งช่วงนี้มีอัลบั้มออกใหม่มาด้วย แอปพลิเคชันในมือถือจึงเปิดเพลงใหม่วนไปทั้งอัลบั้มเพื่อดันยอดผู้ฟังให้สูงติดชาร์จ
          แต่ชีวิตนอกหน้าจอโทรศัพท์มันไม่ง่ายอย่างนั้นเลย…
          “เพชร มีห้าร้อยมั้ย ป๊าต้องจ่ายค่าแชร์”
          พ่อของหญิงสาวเปิดประตูห้องเข้ามาโดยไม่เคาะ นั่นทำให้จากที่เธอหงุดหงิดจากที่ทำงานอยู่แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก
          “หนูไม่มี”
          “ทำงานยังไงไม่มีตัง?”
          “ป๊า ค่าน้ำค่าไฟ ค่ามือถือหนูก็จ่าย ยังต้องให้หนูจ่ายค่าแชร์อีกเหรอ?”
          “ก็ช่วงนี้มันขายของไม่ได้! ป๊าก็พยายามหมุนเงินสุดๆ แล้ว มันก็ต้องช่วยกันสิ เงินค่าแชร์นี่ก็เป็นค่าเทอมหนูไง”
          “ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้ขายของไม่ดีก็ไม่ต้องขาย”
          “โอ๊ย! ป๊าวิ่งวุ่นขายสาคูทุกวันนี้ยังไม่พอใช้เลย แล้วถ้าป๊าอยู่เฉย ๆ จะเอาเงินจากไหน! รู้มั้ยป๊ากรีดเลือดขายได้ป๊าก็จะทำ ป๊ายอมขายเลือดตัวเองเพื่อส่งหนูเรียน—”
          แบบนี้อีกแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
          ค่าแรงวันละสามร้อย ตกเดือนไม่ถึงแปดพันแต่เธอก็แบกรับค่าใช้จ่ายมาตลอด รวมถึงค่ายาซึมเศร้าของตัวเธอเอง เหลือเงินเพียงหยิบมือสำหรับจ่ายค่าเน็ตมือถือและของหวานเพื่อคลายเครียดหลังจากทำงาน แต่สุดท้ายก็โดนพูดเรื่องนี้อีก มันนับครั้งไม่ถ้วนจนเริ่มแบกรับความรู้สึกไม่ไหว
         “ป๊ายอมขายองค์ไฉ่สิ่งเอี้ยเพื่อให้หนูไปอยู่หอ สุดท้ายหนูก็ลาออกจากงานมาอยู่บ้าน แล้วงานร้านกาแฟมันได้อะไร เมื่อไหร่จะขยับขยายที่ทางได้สักที”
          “เงินที่เหลือป๊าก็เอาไปไม่ใช่หรือไง!”
          สุดท้ายวันนี้ก็จบด้วยปากเสียงของพ่อลูกจนถึงดึกดื่น

          ‘ขี้เกียจทำงานว่ะ’
          ‘ไม่อยากตื่นไปทำงานเลย’
          หญิงสาวพิมพ์ข้อความลงทวิตเตอร์ระหว่างเดินไปทำงาน ซึ่งเธอพิมพ์แบบนี้เกือบทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะงานในแต่ละวันช่างน่าเบื่อหน่าย แถมชั่วโมงทำงานก็เยอะ สิ่งฆ่าเวลาอย่างเดียวที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้นในแต่ละวันก็มีแต่จับโทรศัพท์เพื่อดูความเคลื่อนไหวต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต
          [KPOP] #BTS ส่งเพลง ‘FAKE LOVE’ ขึ้นสู่อันดับ 10 ชาร์ต Billboard
          กระทู้ข่าวบันเทิงขึ้นผ่านหน้าทวิตเตอร์ของเธอ ใบหน้ากลมยิ้มกว้าง รีบกดแชร์ข่าวพร้อมข้อความยินดี
          ‘หนุ่ม ๆ ทั้ง 7 คนเก่งมากเลยยยยย อาร์มี่จะตั้งใจปั่นยอดให้ถึงที่ 1 ให้ได้!’

          ระหว่างเดินกลับบ้าน สายตาก็มองเห็นป้ายร้านชาบูรับสมัครพนักงานอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน มีครั้งหนึ่งเธอเคยทะเลาะกับป๊าเพราะป๊าบอกว่าให้ทำงานที่ร้านชาบูนี้ในตอนกลางคืน จะได้มีรายได้ให้เพียงพอค่าใช้จ่ายเท่าที่ป๊าต้องการ
          ‘เห็นกูเป็นเครื่องผลิตเงินเหรอวะ’
          พอกดส่งข้อความเสร็จ ร่างท้วมก็รีบจ้ำอ้าวให้ถึงบ้านเพราะอยากกินมื้อเย็นเต็มทน

          “วันนี้ตั้มโทรมาบอกว่าสเตทเม้นท์ไม่ผ่านธนาคาร” ป๊าพูดขึ้นมาระหว่างที่เธอกำลังตักข้าวในจาน “นี่ป๊าก็บอกแล้วนะว่าให้สำรองเงินในบัญชีจะได้กู้ซื้อบ้านเรากลับมาได้ แต่ตั้มก็ไม่เคยระวังเลย”
          “ป๊า บ้านขาดส่งจนขายทอดตลาดไปแล้ว คิดว่าให้อาตั้มซื้อกลับมาแล้วเราจะมีปัญญาผ่อนหรือไง?”
          ร่างท้วมนั่งลงบนเก้าอี้หลังจากตักข้าวสวยให้พ่อเสร็จแล้ว ประโยคเมื่อกี้เธอเคยพูดไว้หลายครั้งเพื่อให้ป๊าปลงกับบ้านตัวเองที่กำลังจะถูกยึด แต่สุดท้ายป๊าก็ไม่เคยยอม เที่ยวขอให้คนนั้นคนนี้กู้ซื้อบ้านตนเองกลับมา
          และคนผ่อนบ้านก็ไม่พ้นลูกสาวที่ทำงานงกๆ อยู่นี่ไง
          “หนูก็จดทะเบียนกับตั้มสิ อย่างน้อยบ้านก็เป็นชื่อหนูด้วยไง”
          มือที่กำลังตักกับข้าวหยุดชะงัก หญิงสาวเงยหน้ามองพ่อตนเองอย่างสับสน
          “ทำไมหนูต้องจดด้วย?”
          “พอเป็นสองคนมันกู้ง่ายกว่า เดี๋ยวพอบ้านเป็นชื่อหนูแล้วก็ค่อยหย่า บ้านหลังนี้จะได้กลับมาเป็นของเราเหมือนเดิมไง”
          “…”
          ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพื่อแสดงถึงความโกรธเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวทำเพียงแค่นั่งนิ่งๆ และฟังพ่อตนเองอธิบายว่าจดทะเบียนสมรสเพื่อให้ได้บ้านคืนมาเป็นสิ่งที่ดีงามอย่างไร
          คนตรงหน้าคือพ่อแท้ๆ ที่สร้างบาดแผลในใจไว้มหาศาล ตั้งแต่แยกกันอยู่กับแม่ เขาไม่เคยให้เงินไปโรงเรียนเลยสักบาท พอจบมัธยมก็ไม่เคยส่งเรียนจนต้องออกจากมหาวิทยาลัย และทุกวันนี้ก็เป็นเธอเองที่รับผิดชอบทุกอย่างในสิ่งที่เธอไม่ได้ก่อ
          พ่อแท้ๆ ที่ทำร้ายจิตใจได้มากกว่าใครบนโลกใบนี้
          ทำลายทั้งความฝัน อนาคต ไปจนถึงศักดิ์ศรี
          “อื้อ…ก็ไปคุยกับอาตั้มเอาว่าเขาโอเคมั้ย”

“นี่คือผลตอบแทนของการเป็นลูกสาวแสนดี
จากพ่อที่ไม่เคยสนใจรับฟังอะไรสักอย่างเลย”

          ‘ไม่อยากตื่นไปทำงาน’
          หลังมือพยายามปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเพื่อพิมพ์ข้อความสุดท้าย
          ‘เหนื่อยมากเลยทุกคน’
          เธอแกะยาซึมเศร้าออกจากซองเม็ดแล้วเม็ดเล่าจนเต็มกำมือ
          ‘เราไปพักผ่อนก่อนนะ’
          ร่างท้วมนอนลงบนฟูก หายใจอย่างยากลำบากจากฤทธิ์ยาเกินขนาดที่กำลังซึมไปทั่วกาย

          เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้น มีเพื่อนในทวิตเตอร์คนหนึ่งเมนชั่นโต้ตอบกับสเตตัสที่เธอเพิ่งโพสต์ไป
          ‘พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะคุณเพชร ♥’
          ริมฝีปากยิ้มแสนเศร้าสร้อย และพิมพ์ตอบกลับด้วยมืออันสั่นเทา
          ‘ขอบคุณนะคะ’
          เธอนอนมองรูปหน้าจอมือถือซึ่งเป็นรูปศิลปินที่ชื่นชอบ แม้จะเสียใจที่ไม่อาจรอดูผลงานและความสำเร็จของพวกเขาทั้งเจ็ดคนได้อีก แต่การมีชีวิตอยู่มันทรมานเกินไป จึงได้แค่หลับตาลงและนอนรอความตายรุกคืบเข้ามาอย่างเชื่องช้า
          คงไม่ได้ไปคอนเสิร์ตแล้วล่ะ…
          ‘ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด!’
          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเพื่อนในอินเตอร์เน็ตที่สนิทคนหนึ่งโทรเข้ามา เมื่ออีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะยอมวางสายแม้จะผ่านไปหลายวินาที เธอจึงตัดสินใจกดรับ
          ‘เพชร! พี่เพิ่งเห็นสเตตัส เป็นไงบ้าง โอเคหรือเปล่า!’
          ให้ตายสิ…มองออกด้วยเหรอว่านั่นคือคำบอกลาตลาดกาล
          “ไม่โอเคเลยพี่…เพชรเหนื่อยมาก เหนื่อยฉิบหายเลย…อย่ารั้งเพชรไว้เลยนะ” ร่างท้วมสะอื้นไห้อีกครั้ง
          “แม่งโคตรทรมานเลย ยิ่งอยู่ยิ่งทรมาน ขอร้อง ฮึก…ปล่อยให้เพชรตายเถอะ”
          มือกำผ้าปูเตียงไว้แน่นเพื่อระบายความอัดอั้น ในตอนนี้เธอไม่คาดหวังให้ใครเข้าใจแล้ว ขอแค่ปล่อยเธอให้ไปตามทางที่เลือกก็พอ
          ‘แต่พี่ขนอัลบั้ม young forever จากเกาหลีมาให้เพชรเลยนะ’
           คนตัวท้วมผุดลุกขึ้นนั่งและกรีดร้องด้วยความดีใจ
          “แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยย!!!!! จริงดิ!!!! พี่ขนมาให้เพชรเลยเหรอ!?”
          ‘ใช่ มีโฟโต้บุ๊คด้วยนะ’
          “โอ๊ยยยยยยยยย ขอบคุณมากกกกกก รักพี่มากเลยยยยยยยยยยย”

‘งั้นอย่าเพิ่งตายนะ มาเอาอัลบั้มที่บ้านพี่ก่อน’

          “ได้พี่ เพชรจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ!” หญิงสาวยิ้มกว้าง รีบหยิบกระเป๋าสตางค์และประคองร่างอันหนักอึ้งของตัวเองออกจากห้อง ยาที่เริ่มออกฤทธิ์ทำให้เธอเจ็บหน้าอกจนหายใจแทบไม่ออก
          แต่เพื่ออัลบั้ม อะไรก็หยุดยั้งไม่ได้
          “เพชรจะไปไหนน่ะ? มันดึกแล้ว” ป๊าที่ยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าบ้านเอ่ยถามเมื่อเห็นลูกสาวรีบจ้ำอ้าวเดินออกจากบ้าน
          “ไปร้านเกม เดี๋ยวมา”
          เธอไม่สนใจคำทักท้วงใดทั้งนั้น รีบวิ่งไปปากซอยเพื่อโบกแท็กซี่ไปห้องฉุกเฉินใกล้บ้านทันที
          และเพชรก็ได้พักผ่อนจากการทำงานหนัก ด้วยการนอนโรงพยาบาลเป็นสัปดาห์…

บทความ : เพชิร่า

นักเขียนใต้ดินผู้ชื่นชอบการเขียนแฟนฟิคอย่างสุดหัวใจ และชอบเอาเรื่องราวของตัวเองเข้าไปแทรกในนิยายอยู่เสมอ

ภาพ : แวววิศาข์ ณ สงขลา (WAEWI)

นักวาดภาพประกอบที่กำลังสนใจประเด็นเกี่ยวกับสังคม เพศ และวัฒนธรรม

You may also like

Leave a Comment