Home บทความคุยกับเธอ X หลังบ้าน ของขวัญจากซึมเศร้า

ของขวัญจากซึมเศร้า

by หลังบ้าน
“ช่วง 20 ปลายๆ เราเริ่มเป็นซึมเศร้า แต่ไม่รู้ตัว เราเป็นช่วงที่เรียนต่างประเทศ สภาพสังคมตรงนั้นเอื้อให้ป่วย แต่เราเป็นคนที่มีปมในใจอยู่ก่อนแล้ว พอมีเรื่องเรียน แฟน สิ่งแวดล้อม เลยกระตุ้นให้มีอาการ แต่กว่าจะกลับมาไทยและเริ่มหาจิตแพทย์ก็หลังจากนั้นหลายปี ตอนนั้นพ่อแม่เป็นห่วงเรา แต่เป็นช่วงที่เราไม่มีเรี่ยวแรงอะไรเลย อาการตอนนั้นคือนอนเยอะ ไม่อยากตื่น ไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากทำอะไรเลย อยากหายตัวไปจากโลกนี้ อารมณ์เหวี่ยง สมาธิสั้น บางช่วงไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เหมือนมีอะไรหนักๆ อยู่บนตัวหัว บนตัว บนไหล่ เวลากินยาก็เบลอๆ คิดอะไรไม่ออก มีภาพในหัวที่ตัวเองฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ แต่ถ้าตายก็รู้สึกผิดอีก เพราะมันคงสร้างภาระให้คนอื่น พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงคงขายหน้า ตอนนั้นรู้สึกดำดิ่งเหมือนจมอยู่ในหลุมลึกมืดดำที่โดดเดี่ยว แต่ก็บอกตัวเองว่าจะแย่แค่ไหนก็แย่ไป ขออย่างเดียวเราจะไม่ตายด้วยการฆ่าตัวตาย
เราคิดว่าเราผ่านมันมาได้ด้วยหลายวิธี เช่น ทางด้านร่างกาย เราตั้งกฎกับตัวเองว่าถ้ารู้สึกแย่เมื่อไหร่จะออกไปวิ่ง ยิ่งไม่อยากไปเท่าไหร่ ยิ่งต้องไป บางวันวิ่งไปร้องไห้ไปแบบเละเทะมาก
“เราเคยเป็นคนที่รู้สึกอยู่เสมอว่าชีวิตไม่มีค่าอะไร
ตัวเราเป็นภาระสังคม ภาระพ่อแม่ ใช้ทรัพยากรโลกไปวันๆ
แต่พอค้นไปเรื่อยๆ ก็พบว่า มันมาจากตอนวัยเด็ก
ที่เราคิดว่าพ่อแม่ผิดหวังในการมีอยู่ของเรา
เพราะตอนแม่ท้อง เขาอยากได้ลูกชาย”
ด้านวิธีทางจิตใจ เราไปพบนักจิตบำบัด เราเคยเป็นคนที่รู้สึกอยู่เสมอว่าชีวิตไม่มีค่าอะไร ตัวเราเป็นภาระสังคม ภาระพ่อแม่ ใช้ทรัพยากรโลกไปวันๆ แต่พอค้นไปเรื่อยๆ ก็พบว่า มันมาจากตอนวัยเด็กที่เราคิดว่าพ่อแม่ผิดหวังในการมีอยู่ของเรา เพราะตอนแม่ท้อง เขาอยากได้ลูกชาย พอเราอายุสองขวบ น้องชายเกิดมา ญาติในบ้านก็แซวว่า เนี่ย น้องชายมาแล้วนะ เตรียมเป็นหมาหัวเน่าได้เลย เราก็หลบไปร้องไห้ ไม่น่าเชื่อว่าคำๆนั้นอยู่กับเรามาเกือบตลอดชีวิต เราเชื่อมาตลอดว่าเราเป็นส่วนเกินของครอบครัว เป็นคนที่ไม่มีใครต้องการ ฉะนั้นไม่ว่าจะพยายามเรียนเก่งหรือแตกต่างจากคนอื่นแค่ไหน ลึกๆ ในใจรู้สึกว่างเปล่า ทำอะไรก็ไม่รู้สึกประสบความสำเร็จ
“อาการซึมเศร้าในมุมของเราจึงไม่ใช่แค่ความป่วย แต่เป็นเสียงเรียกให้กลับมาทำความรู้จักตัวเองและดูแลชีวิตตัวเอง”
อาการซึมเศร้าในมุมของเราจึงไม่ใช่แค่ความป่วย แต่เป็นเสียงเรียกให้กลับมาทำความรู้จักตัวเองและดูแลชีวิตตัวเอง นักจิตบำบัดนำทางให้เราแกะเปลือกเข้าไปข้างใน ณ จุดหนึ่งของการพูดคุย เขาถามว่าเราวางแผนชีวิตอย่างไร เราอยากมีลูก เรามีหัวใจของการเป็นพ่อเป็นแม่อยู่ เขาเลยให้เราเอาหัวใจดวงนี้ไปสวมในหัวใจของพ่อและมองเราตอนเป็นเด็กๆ โมเมนต์ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เราเห็นว่า เฮ้ย นี่มันคือหัวใจดวงเดียวกัน ทันทีที่เราเกิดมา เราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา มันเป็นความรู้สึกรักสิ่งมีชีวิตนี้ทันทีโดยที่ไม่ได้ข้อสงสัยใดๆ ว่ารักหรือเปล่า
พอเราเข้าไปนั่งในใจของพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความรักได้ เราก็มองพ่อแม่ในสายตาใหม่ จัดเรียงความทรงจำและให้ความหมายเรื่องราวต่างๆใหม่ เราไม่สงสัยในความรักของพ่อแม่อีก จากที่เมื่อก่อนเราไม่ชอบวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงเราเลย ไม่มีความเข้าอกเข้าใจ แข็งกระด้าง เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และคิดว่าวันนึงถ้าเรามีลูก เราจะไม่เลี้ยงแบบนี้ แต่พอโลกทัศน์เราเปลี่ยน เรารู้สึกโชคดีมากๆที่เกิดมาเป็นลูกเขา เราพบว่า ด้วยพลัง ความสามารถ ความเข้าใจ และทรัพยากรที่เขามีในชีวิตตอนนั้น นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำให้เราได้ ซึ่งวันหนึ่งถ้าเรามีลูกก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้ดีเท่าเขาหรือเปล่า
“อาการซึมเศร้าก็ไม่ได้หายเลย
เราทำงานกับนักจิตบำบัดอีกหลายครั้ง
เพราะโรคซึมเศร้าทำให้เราท่วมท้นไปด้วยเสียงในหัว
เสียงมันดังจนเราควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้ รู้สึกหมดแรงตลอดเวลา
นักจิตบำบัดก็พาเราไปทำความรู้จักกับเสียงในหัวเหล่านั้น”
เช่น เวลาทำงานส่งไม่ทัน เราก็จะด่าตัวเองหนักมาก นักจิตบำบัดก็ชวนให้เราค้นหาว่าเสียงนี้มาจากไหน ลองสนทนากับเสียงนั้น เราก็พบว่าเสียงที่บ่นและด่าตัวเอง เป็นเสียงของความเป็นแม่ เป็นความห่วงใยที่กลัวว่าเราจะใช้ชีวิตได้ไม่ดี พอเราพูดคุยกับเสียงนั้นไปเรื่อยๆ เสียงจอมขี้บ่นนั้นก็ร้องไห้ออกมาและบอกว่าที่ทำไปทั้งหมดนี้เพราะรักเรา นักจิตฯ ก็ถามต่อว่า จะเป็นไปได้ไหมที่จะปล่อยให้ตัวเองเติบโตอย่างอิสระโดยไม่ต้องดุด่า ถ้าทำอะไรผิดพลาดให้ช่วยปลอบและให้กำลังใจอย่างเป็นมิตร เสียงนี้ก็ตอบว่าเขาจะลองทำดู นอกจากนี้ยังพาไปเจอเสียงอื่นๆ เช่นเสียงของตัวเศร้าแบบ Eeyore ใน Winnie the Pooh และเสียงของ Inner Child เด็กน้อยที่เสียใจกับคำว่าหมาหัวเน่า
กระบวนการเหล่านี้ทำให้เสียงที่หลอกหลอนเรามาตลอดชีวิตมีที่มีทาง ถูกมองเห็นและรับความเข้าใจ จากนั้นเสียงพวกนั้นจึงได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ตัวเราเองก็เป็นอิสระ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เสียงเหล่านี้ดังขึ้นมาอีก เราก็จะไม่รู้สึกหมดแรงหรือตกเป็นเบี้ยล่าง แต่พบว่าตัวเรากับเสียงทุกเสียงมีฐานะเท่าเทียมกัน เราเลือกที่จะทำตามเสียงเหล่านี้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งผลลัพธ์คือเราอาจประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ แต่เราก็จะลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ เหมือนพระอาทิตย์ที่จะขึ้นมาใหม่ในทุกวัน
เรารู้สึกขอบคุณช่วงเวลาซึมเศร้าที่เหมือนมาเขย่าให้เราตื่น ได้รู้จักตัวเองในมุมใหม่ๆ บางส่วนของเราตายไป บางส่วนได้เกิดใหม่ และได้พบว่าเราสามารถเกิดใหม่ได้ในทุกๆ วัน”

#คุยกับใจ #โรคซึมเศร้า #คุยกับใจ เป็นพื้นที่เปิดบทสนทนากับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ผู้ดูแล ฯลฯ เพื่อให้กำลังใจและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเวชและการเป็นผู้ดูแล โดยหวังใจว่าเรื่องเล่าจะเสริมพลัง ลดการตีตรา และร่วมเป็นปากเป็นเสียงให้เกิดรัฐสวัสดิการที่ช่วยบรรเทาไม่ให้ครอบครัวต้องเป็นผู้แบกภาระในการดูแลผู้ป่วยมากจนเกินไป

บทความ : Talk2Her

เพจสัมภาษณ์ที่เปิดพื้นที่การสนทนากับผู้หญิงและผู้คนที่เปิดใจโดยไม่จำกัดเพศ วัยและสถานะทางสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมพลังและสร้างพลังใจให้ผู้เล่าและผู้อ่าน

You may also like

Leave a Comment