“เรามีแม่เป็นหมอสูติ-นรีเวช
ทำให้เรารู้เรื่องเกี่ยวโยงกับจิ๋มตั้งแต่เด็ก…
ทำให้รู้ว่าจิ๋มเป็นที่ที่เด็กคลอดออกมา
มันเป็นอวัยวะหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเรื่องลี้ลับน่าอายอะไร”

“เรามีแม่เป็นหมอสูติ-นรีเวช ทำให้เรารู้เรื่องเกี่ยวโยงกับจิ๋มตั้งแต่เด็ก บางวันหลังเลิกเรียน แม่จะมารับจากโรงเรียนแต่ไม่ได้ตรงกลับบ้าน เพราะมีคนไข้ใกล้คลอดอยู่ที่โรงพยาบาล ก็ต้องพาเราเข้าไปรอที่โรงพยาบาลด้วย ระหว่างรอเราอยู่ว่างๆก็หาอะไรอ่านเล่น หน้าห้องตรวจแม่หรือหน้าห้องคลอดก็จะมีแผ่นพับเต็มเลย เกี่ยวกับการมีลูก การคลอดธรรมชาติ การผ่าคลอด การเลือกเพศบุตร การคุมกำเนิดแบบต่างๆ โรคเกี่ยวกับจิ๋ม เช่น มะเร็งปากมดลูก หูดหงอนไก่ ตกขาว ฯลฯ ทำให้เรารู้แต่เด็กว่าจิ๋มเป็นที่ที่เด็กคลอดออกมา มันเป็นอวัยวะหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเรื่องลี้ลับน่าอายอะไร แม่เคยเล่าให้ฟังว่ามีคนไข้ที่ทำงานขายบริการต้องทำงานหาเลี้ยงชีพแม้ในช่วงที่เมนส์มา เลยเอาฟองน้ำใส่เข้าไปในช่องคลอด ปรากฏว่าตอนเอาออก เขาเอาออกไม่หมด ช่องคลอดเลยอักเสบ อีกครั้งหนึ่งก็เล่าว่ามีแม่ที่พาลูกมาฉีดยาคุม แต่หลอกลูกว่ามาฉีดวิตามิน เพราะกลัวลูกไปเรียนพิเศษแล้วจะท้องเพราะมีแฟน เราเลยได้รู้ตั้งแต่เด็กว่ามันมีเรื่องแบบนี้ในสังคม

“ช่วงมัธยมปลายเราได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา
ในชั้นเรียนสอนเรื่องการคุมกำเนิดเป็นเรื่องปกติ
เหมือนเป็นบทหนึ่งในวิชาชีววิทยา
เราเลยรู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้เป็นมิตร
ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับที่ไทย”

ตอนเป็นวัยรุ่นและเรียนในโรงเรียนไทย เพื่อนผู้หญิงเราไม่คุยกันเรื่องพวกนี้เลย โรงเรียนก็ไม่ค่อยสอน แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กเรียน เวลาจับกลุ่มทำงาน ครูมักจับให้อยู่กลุ่มเดียวกับเด็กผู้ชายเพื่อจะได้ช่วยสอนเพื่อน ตอนทำงานด้วยกัน เราได้ยินพวกเขาคุยกันว่าเคารพธงชาติ เราก็ถามเพื่อนตรงๆ ว่าหมายถึงอะไร เพื่อนก็เล่าให้ฟัง พอเราอยากรู้ในมุมวิทยาศาสตร์ ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่คุยกันปกติ จนช่วงมัธยมปลายเราได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกาและได้ไป Girls’ night out กับเพื่อนผู้หญิง นอนฟังเขาคุยกัน เพื่อนคนนั้นเป็นแฟนกับคนนี้ เขามีอะไรกับแฟนเป็นเรื่องปกติ แล้วก็รู้ข่าวว่ามีเพื่อนในรุ่นท้อง ซึ่งคนที่นั่นก็ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงจนทำให้หมดอนาคต ในโรงเรียนมีคลาสเรียนเฉพาะเพื่อให้นักเรียนที่ท้องเตรียมตัวดูแลทารกได้อย่างถูกต้อง และมีการส่งเสริมอาชีพให้แม่ลูกอ่อนด้วย ในชั้นเรียนสอนเรื่องการคุมกำเนิดเป็นเรื่องปกติ เหมือนเป็นบทหนึ่งในวิชาชีววิทยา เราเลยรู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้เป็นมิตร ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับที่ไทย เพราะพศ.นี้ เรายังเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่ยอมเลิกกับสามี เพราะคิดว่าเรามีเขาเป็นคนแรกและมีได้แค่คนเดียว ไม่กล้าเลิก อายที่จะเป็นแม่หม้าย ได้แต่มาปรับทุกข์ให้เราฟัง พอสบายใจขึ้นก็กลับไปอดทนกับปัญหาเดิมต่อ ไม่กล้าพอที่จะก้าวออกมา

ในมุมเรา เรารู้สึกว่าการมีเซ็กซ์มันเกิดจากความต้องการตามธรรมชาติ มันคล้ายๆ กับเวลาเราหิวน้ำ หิวข้าว เราก็ทานข้าวให้คลายหิว ถ้ามีอารมณ์ทางเพศ การมีเซ็กซ์ที่เหมาะสมก็ไม่น่าใช่เรื่องผิดอะไร แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ คือ การมีเซ็กซ์อาจทำให้คุณเสียเวลา เสียเงิน เสียสุขภาพ ถ้าไม่พร้อมและไม่ได้เลือกคู่นอนให้ดีๆ อาจทำให้ติดโรค ท้องไม่พร้อม หรือโดนแบล็คเมล์ ซึ่งกระทบกับสุขภาพร่างกายจิตใจ หรืออาจหมดอนาคตในหน้าที่การงาน ปัญหาเหล่านี้ทำให้การมีเซ็กซ์กลายเป็นเรื่องผิด ฉะนั้นเวลาเรามีแฟน มีคู่ เราก็จะคิดเรื่องพวกนี้เสมอ ว่ามีอะไรที่ต้องระวัง แล้วเราพร้อมรับผลของมันไหม

ตอนนี้เรามีลูกสาวอยู่ชั้นประถมแล้ว เราสอนเรื่องจิ๋มกับลูกตั้งแต่เค้าเริ่มพูดเป็นประโยคได้ แต่เล่าในมุมวิชาการ เช่น เวลาเขาถามว่าเขาเกิดมาได้ยังไง ก็เล่าไปว่าก็เกิดจากไข่ผสมกับอสุจิ กลายเป็นเอมบริโอแล้วแบ่งเซลส์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคน หรือเรื่องทำความสะอาดจิ๋ม ซอกซอยต่างๆ เราก็จะสอนเค้าตั้งแต่เด็ก บอกเขาตั้งแต่สี่ขวบว่าเวลาลูกไปฉี่ ให้ดูเป้ากางเกงในด้วยนะ คุณยายหมอบอกว่าถ้ากางเกงในเป็นคราบแปลว่าเรายังทำความสะอาดจิ๋มไม่ดีนะ เราต้องล้างให้สะอาด ส่วนเรื่องมิติอารมณ์ความรู้สึก เราคิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะชวนคุยให้เขาเข้าใจในหลักการ อย่างตอนนี้เขามี puppy love เราก็ไม่ว่าอะไร กลับเอามาเป็นบทเรียนในการสอนให้ลูกรู้จักทำดีกับคนอื่น เช่น เออ ทำไมลูกถึงชอบเพื่อนคนนี้ละ อ๋อ เพราะเขาดีกับหนูเหรอ ดีคือทำยังไงบ้างคะ แล้วลูกจะปฏิบัติกับเพื่อนยังไง ถ้าเราน่ารักกับเพื่อน เพื่อนก็จะรักเรานะ อะไรแบบนี้ แต่จะไม่แซว เพราะคิดว่ายิ่งแซว เขาจะยิ่งโฟกัสกับเรื่องนี้ เราอยากให้เขาไปสนใจกิจกรรมต่างๆ อย่าง ดนตรี กีฬา ศิลปะ มากกว่า

“อีกเรื่องที่ต้องสอนคือเรื่อง consent
เพราะเด็กๆ จะไม่รู้ว่าการโดนละเมิดคืออะไร
ไม่รู้ว่าจะบอกผู้ใหญ่ยังไงถ้าโดน
เราก็สอนลูกเราง่ายๆ เลยว่า
อะไรที่หนูมีเสื้อผ้าปกปิดไว้
ส่วนนั้นห้ามใครขอดู ห้ามใครจับเป็นอันขาด”

ถ้าเราใส่เสื้อแล้วมาจับ มาล้วง มาเปิด อันนี้ไม่โอเค ไม่ได้เลย ถ้ามีคนมาจับ หนูต้องบอกแม่นะ ซึ่งเราจะให้เขาซ้อมเลย ทดลองซิ ถ้าโดนจับจะมาบอกแม่ว่ายังไง แล้วพูดประโยคตัวอย่างให้ลูกฟังเลยว่าคนนั้นจับก้นหนู คนนั้นจับจิ๋มหนูค่ะ เราสอนให้เขาเรียกจิ๋มตรงๆ เลย เพราะมันมีเคสที่พ่อแม่ใช้ศัพท์อื่นมาเรียกแทนอวัยวะเพศ เพราะอายที่จะเรียกจิ๋มตรงๆ เช่น เรียกจิ๋มว่าคุกกี้ ปรากฏว่าพอเด็กไปฟ้องครู ว่าคุณลุงชอบมาขอกินคุกกี้ของหนู ครูก็ไม่เข้าใจ ช่วยเด็กไม่ได้ทันท่วงที

เราคิดว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องมีสอนในโรงเรียนด้วย อย่ามองว่าน่าอายหรือผิดปกติเลย แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เด็กเข้าใจต่างหาก อย่างเรื่องการผ่อนคลายอารมณ์ทางเพศด้วยวิธีต่างๆ เช่น การย้ายความสนใจไปเรื่องอื่นไปจนถึงการช่วยตัวเอง เราไม่ได้ให้ความรู้พวกนี้ในโรงเรียนเลย แล้วเด็กจะเรียนรู้การจัดการความต้องการตัวเองยังไง? สุดท้ายก็ปล่อยให้เด็กเรียนรู้เรื่องเซ็กซ์ด้วยตัวเอง เราเรียนเรื่องการคุมกำเนิดกันช้าไป ทำให้เกิดคุณแม่ท้องไม่พร้อมเยอะมากในสังคมไทย ด้านเด็กผู้ชายเอง จริงๆก็ควรรู้เรื่องโรคทางเพศของผู้หญิงด้วย เขาจะได้เห็นอกเห็นใจเพื่อนผู้หญิง เช่น ถ้าเห็นเพื่อนปวดท้องหรือประจำเดือนเลอะจะได้เข้าใจ ไม่ล้อเลียน และช่วยเพื่อน เรื่องธรรมชาติของร่างกายและอารมณ์เป็นเรื่องที่ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงต้องเรียนรู้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจกัน”

– เธออายุ 38 ปี –

“คุยกับจิ๋ม” เป็นโปรเจ็คที่คุยกับเธอ อยากลองสร้างบทสนทนากับคนในสังคม เนื่องจากเรื่องเพศ เป็นเรื่องที่ผู้หญิงกังวล เป็นเรื่องต้องห้าม เรื่องต่ำ เรื่องข้างล่าง ซอกตรงกลางหว่างขาที่แม้แต่เราเองก็ไม่กล้าล่วงล้ำก้ำเกิน จึงขอลองเปิดบทสนทนานี้กับผู้คนเพื่อเรียนรู้จากกันและกัน โดยเชื่อว่าหัวข้อดังกล่าว ท้าทาย มีพลัง และเปราะบาง มีหลากหลายด้านที่น่าสำรวจ ทั้งจิ๋มที่สุขสมและอิ่มเอม จิ๋มกับเรื่องอำนาจในความสัมพันธ์ จิ๋มกับการถูกห้ามพูด จิ๋มที่ถูกล่วงละเมิด จิ๋มที่เป็นอัตลักษณ์ทางเพศ จิ๋มในฐานะสุขภาพ ประจำเดือน ฮอร์โมน การมีลูกไปจนถึงการทำแท้ง จิ๋มในมุมของพลังชีวิต จิตวิญญาณที่โอบรัดทุกอย่างไว้ จิ๋มที่ถูกกักกัน และจิ๋มที่เป็นอิสระ

บทความ : Talk2Her

เพจสัมภาษณ์ที่เปิดพื้นที่การสนทนากับผู้หญิงและผู้คนที่เปิดใจโดยไม่จำกัดเพศ วัยและสถานะทางสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมพลังและสร้างพลังใจให้ผู้เล่าและผู้อ่าน

You may also like

Leave a Comment