Home บทความคุยกับเธอ X หลังบ้าน โรคซึมเศร้าในโลกของผู้ดูแล

โรคซึมเศร้าในโลกของผู้ดูแล

by หลังบ้าน

คำเตือน (Trigger Warning) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเอง
หากจิตใจยังไม่พร้อม ข้ามไปก่อน ไว้ค่อยกลับมาอ่าน

“เราเป็นผู้ดูแลแฝดของเราซึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เขามีอาการฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเองตั้งแต่เด็ก เช่น เราสองคนเคยไปว่ายน้ำเล่นกับเพื่อน เพื่อนก็แหย่ เขาโกรธ ตะโกนบอกว่าจะฆ่าตัวตาย แล้วก็บีบจมูก ดำลงไป แต่ด้วยกลไกของร่างกาย สุดท้ายเขาก็ขึ้นมาหายใจ เพื่อนก็ขำว่าไม่เห็นทำจริงเลย แต่เราเห็นแล้วตกใจ เพราะเราว่ามันน่ากลัวที่เขาอยากตาย แล้วเขาทำบ่อย เขาถูกเรียกว่าเป็นเด็กมีปัญหา เรียนไม่ได้ โกหกครู ไม่ทำการบ้าน เขาโดนแกล้งบ่อยๆ ในขณะที่เพื่อนเล่นกับเราได้ แต่เล่นกับแฝดไม่ได้ เราเรียนได้ แต่เขาเรียนไม่ได้ ตอนนั้นพ่อแม่ก็พยายามให้เราปกป้องแฝด แต่เราก็กลัวเกินไป กลัวว่าตัวเองจะถูกแกล้ง ถ้าเราปกป้องเขา มีเรื่องหนึ่งที่เราเศร้ามากคือ เพื่อนบ้านตัวใหญ่เคยลากเรากับแฝดไปที่ที่หนึ่ง เขาบังคับให้เราต่อยหน้าแฝด ถ้าเราไม่ต่อย เขาจะต่อยเอง เรากลัวว่าถ้าปล่อยให้เขาต่อย เขาจะต่อยแรง เราก็ต่อย เขาบอกว่าแรงไม่พอ เราก็ต้องต่อยอีก เรื่องนี้เป็นแผลใจที่ทำให้เรารู้สึกแย่จนถึงทุกวันนี้

ตอนประถมห้า แฝดเอากรรไกรมากรีดข้อมือตัวเอง มัธยมสาม เขาสูบบุหรี่ ฟังเพลงเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย พอเข้ามหาวิทยาลัยปีสอง เขากินยาฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งบ้านช็อก และเริ่มมองว่าเขาป่วย ตอนแรกพ่อแม่ก็ทำใจไม่ได้ที่เขามีอาการนี้ เราก็เลยทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลัก เฝ้าหน้าห้อง ถ้ามีเสียงอะไรตึงตังก็จะเข้าไป สังเกตและเก็บของที่เป็นอันตรายออกไปให้หมด แต่เขาก็จะสรรหาของมาตลอด เคยมีทั้งปืน มีด เชือก กระบอง ช่วงที่อาการหนักๆ เขาไม่ออกจากห้องสี่ห้าวัน ไม่กินข้าว กินแต่น้ำกับขนมปัง ไม่ยอมกินยา แต่สะสมยาไว้กินทีเดียวเพื่อฆ่าตัวตาย เราจะได้ยินเสียงทุบ เสียงโวยวายดังออกมา เวลาเขาเผลอหลับ เราก็กังวลว่าเขาจะตายหรือเปล่า ต้องแอบเข้าไปดูบ่อยๆ จนช่วงที่อาการหนักมาก เขากินยาไปสองรอบ เราก็เลยจับส่งโรงพยาบาล เขาก็หันมาด่าว่าทำไมทำแบบนี้กับกู ความรู้สึกที่สะสมเหล่านี้พัฒนาจนสุดท้ายเราก็ป่วยไปด้วยอีกคน

จริงๆ แล้ว เราคิดว่าเรามีอาการมาพักหนึ่งแล้วละ แต่พยายามมองข้าม พยายามบอกตัวเองว่าต้องไม่ป่วย ต้องดูแลเขาให้ได้ จนมีวันหนึ่งเราได้รับสายว่าแฝดจะไปโดดสะพาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรา freeze (ชะงักงัน) เราไม่ช่วยเขา จากตอนแรกจะขึ้นรถไฟฟ้าไปหาหมอเพื่อปรึกษาอาการของแฝด พอเราเห็นรางก็อยากโดดลงรางรถไฟฟ้าฆ่าตัวตาย จุดๆ นั้นทำให้เราตัดสินใจไปหาหมอ หมอก็วินิจฉัยว่าเราเป็นซึมเศร้า เราเริ่มกินยา แต่ก็รู้สึกอยู่บ้านไม่ไหว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงตึงตังจากห้องแฝด เราจะรู้สึกแย่ เลยย้ายมาอยู่หอ แต่พอย้ายมาก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลเขา เริ่มอยากกรีดข้อมือ หมอบอกว่าถ้าอยากกรีดให้ไปวิ่ง เราก็ไปวิ่งวันละสิบกว่ากิโล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือยังกรีดข้อมือเหมือนเดิม เลยคิดว่าต้องไปขอแอดมิทแล้วละ ถ้าอยู่ข้างนอกได้ฆ่าตัวตายแน่ๆ เรารู้ว่าการฆ่าตัวตายของคนหนึ่งมันมีผลกับคนอีกเยอะมากๆ จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่มีใครช่วยจริงๆ ค่อยตาย

“โชคดีที่วันนั้นเราได้แอดมิท
ซึ่งก็พบว่าบรรยากาศในโรงพยาบาล
ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น”

โชคดีที่วันนั้นเราได้แอดมิทซึ่งก็พบว่าบรรยากาศในโรงพยาบาลไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะหมอพยาบาลจะดูแลเราอย่างใกล้ชิด ปรับยา มอนิเตอร์ทุกวัน และยังได้อยู่กับคนอีก 10-20 คน ที่ป่วยเป็นโรคจิตแบบต่างๆ ทั้ง โรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว โรคที่กินไม่หยุด กินตลอดเวลา ออทิสติก ฯลฯ วันแรกที่อยู่กลัวมาก เพราะมีพี่คนหนึ่งเป็นจิตเภท เขาเดินตะโกนตลอดเวลา แต่ก็สุดท้ายเราพบว่าคนป่วยทุกคนเป็นคนอบอุ่น เราได้เจอแก๊งเพื่อนอายุไล่เลี่ยกันสามสี่คนที่เป็นซึมเศร้า ได้คุยปรับทุกข์กัน พวกป้าๆ ที่อายุมากกว่าก็จะมาถามไถ่ว่า เราเป็นอะไร ขอดูแผลหน่อย แผลเป็นยังไงบ้าง ไม่เอาแล้วนะ อย่าทำแบบนี้อีกนะ เขาห่วงใยเราทั้งๆ ที่เขาก็ป่วย เป็นสังคมที่ทุกคนให้กำลังใจกัน พอพ้นขีดอันตรายแล้ว หมอก็ให้กลับบ้าน แต่พอกลับออกมา เราก็ต้องรักษาต่อ โดยคราวนี้แม่เป็นผู้ดูแลเรากับแฝด

“เราพบว่าคนป่วยทุกคนเป็นคนอบอุ่น
เราได้เจอแก๊งเพื่อนอายุไล่เลี่ยกัน
สามสี่คนที่เป็นซึมเศร้า ได้คุยปรับทุกข์กัน”

ป่วยคราวนั้นทำให้เราต้องลาออกจากงานแรกที่ทำ เป็นงานที่เราอยากทำมาก ไฟแรงมาก แต่สุดท้ายต้องออกเพราะไม่มีแรงทำเลย หลังจากนั้นเราพยายามฟื้นฟูตัวเอง ทุกครั้งที่ไปหาหมอจะจดอาการตัวเองให้หมออ่านตลอด ไม่ขาดนัด ไม่หยุดยา เพราะถ้าหยุด กลัวดื้อยาแล้วรักษายากขึ้น หลีกเลี่ยงเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกแย่ เช่น เสียงเพื่อนบ้านทะเลาะกัน เสียงแฝดทุบห้อง ถ้าเราได้ยิน เราจะออกจากบ้านไปอยู่บ้านแฟน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราก็ดีขึ้น กลับไปทำงานได้ แต่ด้วยความเครียดจากหลายเรื่อง ไม่นานมานี้เรากลับมาป่วยอีก กรีดข้อมือ เลยลาออก แอดมิทอีกรอบ หมอบอกว่าเราต้องยอมรับว่าการรักษาอาจจะต้องใช้เวลานานอย่างต่ำสองปี อย่างมากก็ตลอดชีวิต คือกลับมาเป็นใหม่เรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ฟังแล้วท้อเหมือนกัน แต่ก็พยายามจะมีชีวิตในทุกๆวัน

ประมาณ 1-2 ปีก่อน เราได้เข้าคลาสเกี่ยวกับการเขียน มีคลาสหนึ่งชื่อว่า “เขียนผ่านความเศร้า” ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ชวนทำงานกับเรื่องที่กัดกินผ่านงานเขียน คอร์สนี้ทำให้ได้เจอเพื่อนที่เป็นซึมเศร้าเยอะมาก ส่วนหนึ่งเขาเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิต ผู้ป่วยติดตียง ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ พอเรียนเสร็จก็เลยมีกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีคนเข้ามาปรึกษาเราเรื่องโรคซึมเศร้ามากขึ้น เราอยากให้คนเข้าใจเรื่องนี้เลยเริ่มทำเพจชื่อ ข้างใจ ชวนเพื่อนนักเขียนและคนทั่วไปมาเขียนจดหมายเล่าเรื่องการเป็นผู้ดูแลและการเป็นผู้ป่วย เพื่อส่งกำลังใจให้กันและกัน

“เราอยากให้คนเข้าใจเรื่องนี้เลยเริ่มทำเพจชื่อ ข้างใจ
ชวนเพื่อนนักเขียนและคนทั่วไปมาเขียนจดหมายเล่าเรื่อง
การเป็นผู้ดูแลและการเป็นผู้ป่วย
เพื่อส่งกำลังใจให้กันและกัน”

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรากำลังรักษาตัวเองและเขียนนิยาย เป็นหนังสือเกี่ยวกับตัวเอง หลังจากคิดว่าจะเขียนดีไหมมานาน เราพบว่าการเขียนมีสองแบบคือเศร้าแบบเขียนได้ กับเศร้าจนเขียนไม่ได้ อยากกรีดข้อมือตัวเอง รู้สึกตัวเองเหมือนลูกโป่งที่กำลังแตก และการเขียนมันเอาออกไม่ทัน ฉะนั้นจึงเป็นช่วงที่ค่อยๆเป็น ค่อยๆไปกับตัวเอง กินยาสม่ำเสมอ คุยกับหมอ ทำบำบัด และทำงานเขียน”

– เธออายุ 24 ปี –

หมายเหตุ : เธอฝากบอกว่าการรักษาและฟื้นฟูโรคจิตเวชนั้นภาระอยู่ที่ปัจเจกและครอบครัวค่อนข้างมาก มีคนจำนวนมากต้องการเข้าถึงการรักษา แต่ไม่ได้มีความรู้ ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้ไม่รู้ว่าจะรักษาได้ที่ไหนและมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง แม้ว่าการรักษาในโรงพยาบาลรัฐจะเบิกประกันสังคมและใช้สิทธิบัตรทองได้ แต่ยาบางตัวก็ไม่รวมอยู่ในสิทธิ การนัดพบหมอแต่ละครั้งทิ้งระยะเวลาค่อนข้างนาน ทำให้เข้าพบหมอประจำตัวระหว่างที่มีอาการหนักไม่ได้ สุดท้ายจึงเลือกรักษากับคลินิกเอกชน เนื่องจากหมอมีเวลาให้ สามารถ Line ขอคำปรึกษาและขอเลื่อนนัดก่อน เมื่อมีอาการฉุกเฉินได้

คุยกับใจ เป็นพื้นที่เปิดบทสนทนากับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ผู้ดูแล ฯลฯ เพื่อให้กำลังใจและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเวชและการเป็นผู้ดูแล โดยหวังใจว่าเรื่องราวดังกล่าวจะช่วยลดการตีตรา การเตรียมตัวสู่สังคมผู้สูงอายุ และร่วมเป็นปากเป็นเสียงให้เกิดรัฐสวัสดิการที่ช่วยบรรเทาไม่ให้ครอบครัวต้องเป็นผู้แบกภาระในการดูแลผู้ป่วยมากจนเกินไป

บทความ : Talk2Her

เพจสัมภาษณ์ที่เปิดพื้นที่การสนทนากับผู้หญิงและผู้คนที่เปิดใจโดยไม่จำกัดเพศ วัยและสถานะทางสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมพลังและสร้างพลังใจให้ผู้เล่าและผู้อ่าน

You may also like

Leave a Comment