Home บทความเรื่องสั้นเฟมินิสต์ เหล่าทวยเทพทั้งหลาย พวกคุณเป็นอะไรกับเมนส์ของฉันนักหนา ?

เหล่าทวยเทพทั้งหลาย พวกคุณเป็นอะไรกับเมนส์ของฉันนักหนา ?

by หลังบ้าน

“วันนี้เพชรมีเมนส์หรือเปล่า ?”
“อื้อ เพิ่งมาเมื่อวานน่ะ”
“งั้นเหรอ…” ป๊าของฉันทำหน้าตาเคร่งเครียดก่อนจะหันไปคุยกับแม่ “พาลูกไปไว้ที่ร้านเน็ตก่อนก็แล้วกัน”

เป็นแบบนี้ทุกที
ฉันได้แต่เก็บความเหนื่อยหน่ายไว้ในใจ มันเป็นแบบนี้มาเกือบสองปีแล้วตั้งแต่ที่ฉันเริ่มมีประจำเดือนตอนอายุ 11 ทุกครั้งที่ศาลเจ้ามีงานสำคัญ ไม่ว่าจะลูกศิษย์มาหาหรืองานประจำปี ถ้าฉันมีประจำเดือนล่ะก็ จะต้องวุ่นวายพาฉันไปฝากคนนั้นที คนนี้ที ไม่ก็อินเตอร์เน็ทคาเฟ่ใกล้บ้าน

มันก็โอเคแหละ เพราะอย่างน้อยฉันก็ได้เล่นเกมโปรดอยู่ในร้านทั้งวัน จนกว่าป๊าแม่จะเสร็จธุระที่ศาลเจ้ายังไงล่ะ

บ้านฉันมีศาลเจ้าอยู่สองศาสนา คือพุทธนิกายมหายาน และพราหมณ์ – ฮินดู เป็นสิ่งที่ฉันคุ้นชินตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ ขวามือจะมีโต๊ะไม้อย่างดีสำหรับเทพเซียนที่ชื่อ ‘ปึงเถ่ากง’ เมื่อป๊าจะต้องเชิญเทพเซียนมาเข้าร่างตนเอง หรือที่เรียกว่า ‘นั่ง’ ป๊าก็จะใส่ชุดคลุมยาวสีทองลายมังกร จุดธูปลงกระถางใหญ่ถึงสิบหกดอก นั่งลงบนเก้าอี้ และให้แม่ไม่ก็ลูกศิษย์คอยรินชาอู่หลงบนโต๊ะให้ดื่ม จากนั้นก็คอยตอบคำถามของเหล่าลูกศิษย์ด้วยภาษาไทยสำเนียงจีนปะปนกับภาษาจีนแต้จิ๋ว ส่วนด้านซ้ายมือจะเป็นตั่งไม้ปูทับด้วยเบาะสวยงาม ด้านหลังจะมีรูปปั้นเทพฝั่งฮินดูเต็มไปหมด แน่นอนว่าฉันจำชื่อไม่หมดหรอก อย่างมากก็ได้แค่พระพิฆเนศ พระศิวะ และพระภรตมุนีซึ่งป๊าบอกว่าเป็นร่างทรงเช่นกัน

ฉันคุ้นชินป๊าเวลาใส่ชุดพราหมณ์สีขาวสะอาด ทำพิธีท่ามกลางดอกไม้สดและธูปหอม มีวงดนตรีไทยและอินเดียบรรเลงเพลงสลับกัน รวมถึงนางรำผลัดมารำถวายเทพเป็นระยะ ๆ เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่และวุ่นวาย แต่ก็อดทึ่งไม่ได้กับศิลปะหลากแขนงที่มาบรรจบกันด้วยเหตุทางศาสนา ทั้งบายศรีเก้าชั้น ชุดส่าหรี นักดนตรีและนางรำ หากมองในมุมของประวัติศาสตร์ นี่คือการสืบทอดศิลปะและความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน หากมองในมุมทุนนิยม นี่เป็นงานที่เงินสะพัดและเกิดการจ้างงานเป็นอย่างมาก

และหากมองในมุมของเด็กสาวอย่างฉัน กูเข้าไม่ได้อีกละ เป็นเมนส์ แม่งเอ้ย
“แม่จ๋าาา ~”
ฉันในวัย 17 วิ่งดุ๊กดิ๊กทำตัวเป็นเด็กไปหน้าบ้าน เพื่อชะโงกหน้าไปเรียกแม่เสียงหวานในขณะที่แม่ฉันกำลังนั่งคุยกับอากง… ป๊าที่เข้าทรงเป็นปึงเถ่ากงน่ะ
“ไปอยู่ในห้องไป”
“ง่าาา”
โดนไล่อีกแล้ว คงไม่ต้องบอกสาเหตุสินะว่าเพราะอะไร
ฉันทำได้แค่เบะปากไม่พอใจ และเดินกลับไปนอนในห้องเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่มีคำถามมากมายที่อยากถามอากงแท้ ๆ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องมหาวิทยาลัย เรื่องงานที่จะได้ทำในอนาคต ฉันเองก็อยากได้คำปรึกษาบ้าง แต่ไม่สามารถก้าวเข้าศาลเจ้าได้แม้แต่ก้าวเดียวเพราะเป็นเมนส์ มันจะทำไมฮึ ผ้าอนามัยก็ใส่แล้วยังจะกลัวสกปรกอะไรขนาดนั้นอีก!

เมื่อถึงเดือนต่อมา ฉันก็ลองโกหกป๊าเรื่องประจำเดือนดู โดยการทิ้งผ้าอนามัยไว้ที่ก้นถังขยะ ใส่แผ่นยาวพิเศษสูตรเย็นเพื่อไม่ให้เลอะกางเกงและพรางกลิ่นอับ เข้าศาลเจ้าไปหยิบธูปมาไหว้เทพเซียนเหมือนที่เคยทำตลอดมา
เหลือเชื่อ เขาไม่สังเกตอะไรเลยสักนิด
ฉันยืนอยู่ในศาลเจ้าอยู่นานสองนาน ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น เหล่าเทพไม่ได้ร้อนรุ่มจนอยู่ไม่ได้ ป๊าก็ชวนคุยเรื่องทั่วไป ไม่มีใครเป็นเดือดเป็นร้อนจากเลือดที่จิ๋มของฉันเลยแม้แต่น้อย
“ป๊า จริง ๆ แล้วน่ะ หนูเป็นเมนส์นะ”
ป๊าฉันอ้าปากค้างเล็กน้อย และเหมือนพยายามนึกประโยคอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็บอกแค่ว่า “จริง ๆ แล้วก็ไม่เป็นไรหรอก”
แล้วที่ผ่านมาจะห้ามทำไมวะ ?
คำถามมากมายผุดเข้ามาในหัวราวกับก้อนเมฆก่อฝน ฉันยืนเกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่อาจเรียบเรียงความคิดแสนกระจัดกระจายในหัวได้ ทำได้แค่ยืนงงในดงเทพ และเลือดเมนส์ที่เริ่มจะเต็มแผ่นอนามัย

จนอายุเข้าช่วงเลขสอง ประจำเดือนกับศาสนาก็ยังเป็นน้ำและน้ำมันอยู่

มีสถานที่เกี่ยวกับศาสนาหลายแห่งที่ยังกีดกันคนมีประจำเดือน ตั้งแต่ห้ามผู้หญิงขณะมีประจำเดือนเข้า ไปจนถึงห้ามผู้หญิงเข้าพื้นที่เลยทีเดียว

ไม่ว่าเหตุผลในการห้ามจะเป็นอย่างไร ล้วนฟังไม่ขึ้นทั้งสิ้น บอกว่ากลัวเลอะเหรอ? สมัยนี้มีผ้าอนามัยแล้วนะ บอกว่าของเสื่อมเหรอ? หึ…ถ้าเสื่อมเพียงแค่เลือดจากร่างกายตามธรรมชาติก็อ่อนแอเกินไปแล้ว ที่จริงก็แค่อคติและไม่อยากให้ผู้หญิงใกล้ชิดศาสนาเท่าผู้ชายมากกว่า

ฉันจำได้ว่ามีเหตุการณ์ผู้หญิงขึ้นโบสถ์แม้จะมีป้ายเขียนว่าห้ามผู้หญิงเข้า ความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตต่อว่าผู้หญิงด้วยความไม่พอใจมากมาย แถมทางวัดยังทำพิธีขอขมาเพื่อล้างมนทิลที่ผู้หญิงขึ้นโบสถ์ หลังจากนั้นอีกต่างหาก

พวกเขาลืมไปหรือเปล่า ว่าผู้หญิงก็มีส่วนทะนุบำรุงศาสนาอย่างมหาศาล แต่ฟังจากเสียงก่นด่าและกีดกันสารพัด อย่าเรียกว่าลืมเลย น่าจะไม่ตั้งใจจำตั้งแต่แรก ถ้าฉันยืนอยู่ตรงนั้นคงจะยืนยันสิทธิของตัวเองชัดเจน และเถียงฉอด ๆ กับผู้คนแถวนั้นเป็นแน่

…แน่นอนว่าไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะทุกวันนี้ฉันยังไม่กล้าไปงานแห่พระแม่อุมาตอนเป็นเมนส์เลย

เมื่อต้นปีที่แล้ว ฉันและเพื่อนสนิทนัดกันไปไหว้พระที่วัดแขก แต่พอใกล้วันนัดฉันดันมีเมนส์ซะได้ เมื่อคุยกับเพื่อน จึงเลือกเดินทางไปเที่ยวที่อื่นแทน

แม้จะเคยท้าทายศาลเจ้าในบ้านของตนเองมาแล้ว แต่ฉันยังลังเลที่จะเข้าสถานที่ห้ามคนมีประจำเดือนเข้าร่วม ความกลัวมากมายถาโถมเข้ามาเพียงแค่ฉันกวาดสายตามองผู้คนรอบตัว …ถ้าหากมีใครรู้เข้าแม้แต่คนเดียว ว่าคนมีเมนส์กำลังอยู่ในสถานที่แสนศักดิ์สิทธิ์ ผลลัพธ์ที่ตามมามันจะน่ากลัวขนาดไหน เพราะกลุ่มผู้ศรัทธาพร้อมจะผลักไสเมนส์ออกไปราวกับบาปแสนน่ารังเกียจ และฉันจะกลายเป็นหญิงสกปรกในสิ่งที่นับถืออย่างสุดหัวใจ

ฉันเชื่อมั่น ว่าความเชื่อ ศาสนา ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและยกระดับปัญญา จะไม่เสื่อมถอยเพียงแค่เลือดจากธรรมชาติ และหวังว่าในช่วงชีวิตนี้จะมีโอกาสใกล้ชิดกับศาสนาในขณะเป็นเมนส์

มันไม่ใช่ความผิดของฉันที่มีมดลูกเสียหน่อย

บทความ : เพชิร่า

นักเขียนใต้ดินผู้ชื่นชอบการเขียนแฟนฟิคอย่างสุดหัวใจ และชอบเอาเรื่องราวของตัวเองเข้าไปแทรกในนิยายอยู่เสมอ

ภาพ : แวววิศาข์ ณ สงขลา (WAEWI)

นักวาดภาพประกอบที่กำลังสนใจประเด็นเกี่ยวกับสังคม เพศ และวัฒนธรรม

You may also like

Leave a Comment