Home Highlight นักเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นเยาว์…“เราจะดูแลตัวเองอย่างไร”

นักเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นเยาว์…“เราจะดูแลตัวเองอย่างไร”

by หลังบ้าน

นับวันกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการคุกคาม ข่มขู่ ทั้งจากในสถานศึกษา เจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้แต่ครอบครัวของตัวเอง ในฐานะแกนนำและผู้สนับสนุน พวกเขามีเครื่องมืออะไรในการดูแลร่างกายและจิตใจให้รับมือกับผลกระทบจากความรุนแรงเหล่านี้

หาความสุขจากสิ่งรอบตัว

เอ เป็นนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนมากว่าสิบปี เธอเป็นทีมทนายรับผิดชอบคดีนักกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เคร่งเครียดและกดดันทั้งฝ่ายกฎหมายของนักกิจกรรม แต่เธอยังทำงานอยู่ได้ด้วยการ “รู้ทัน” อารมณ์ความรู้สึกตัวเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมมองหาความสุขจากสิ่งรอบตัวเพื่อรดน้ำใส่ปุ๋ยให้จิตใจ

 “หัวใจหลักที่เรายังทำงานได้อยู่คือ หนึ่ง เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น เข้าใจว่าช่วงนี้เพื่อนเราถูกจับเยอะเพราะเป็นปรากฎการณ์ของสถานการณ์การเมืองลักษณะนี้ และอาจจะเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงกว่านี้ สอง รู้เป้าหมายว่าเราทำไปเพื่ออะไร คือเราอยากทำให้เป็นนิติรัฐ รัฐที่เราสามารถเชื่อถือในกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมได้ สามเรียนรู้ที่จะมีความสุขง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ฟังเพลง ดูต้นไม้ ดูอาทิตย์หรือพระจันทร์ หรือกินข้าวก็มีความสุขได้แล้ว การกลับมาอยู่กับตัวเอง มีความสุขกับตัวเองได้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับเรา”

หาเครือข่ายล่วงหน้า เมื่อโดนคุกคามต้องให้ทำเป็นสาธารณะ

ทิว นักศึกษากฎหมายและแกนนำเยาวชนในมหาวิทยาลัยในภาคใต้ ภายหลังการขึ้นเวทีไฮด์ปาร์คในมหาวิทยาลัยเขาและครอบครัวต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก มีเจ้าหน้าที่รัฐไปที่บ้านเพื่อให้พ่อแม่เขาสั่งห้ามไม่ให้เขาทำกิจกรรมทางการเมืองแต่ผู้เป็นแม่เข้าใจและไม่ห้ามปราม นอกจากนี้เขายังมีกลุ่มเพื่อนและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยคอยแนะนำและสนับสนุนอีกด้วย

“ผมมีเพื่อนที่ทำงานกลุ่มด้วยกัน มีอาจารย์คอยบอกว่าอันไหนเริ่มเสี่ยง เขาจะให้คำแนะนำแต่ไม่เคยห้าม อาจารย์ในคณะหลายคนคอยช่วย ถ้าโดนคดีจริงก็มีนายประกันพร้อมอยู่ แต่ละคนในพื้นที่มีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน พวกผมในภูมิภาคถ้าโดนอะไรขึ้นมามันไม่มีสปอร์ตไลท์เหมือนกรุงเทพ เราควรมีเครือข่าย ผมอยากให้เพื่อนแต่ละคนหาทรัพยากรสนับสนุนไว้ก่อน ไม่ใช่โดนแล้วทำอะไรไม่ทัน และที่สำคัญถ้าโดนคุกคามให้ทำยังไงก็ได้ให้สาธารณะรับรู้ เราจะได้ไม่โดดเดี่ยว”

หาเพื่อนร่วมทุกข์

หนูดี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนในภาคใต้ เธอเป็นแกนนำที่ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมปักหมุดคณะราษฎรในโรงเรียน เธอถูกครูหักคะแนนและทำทัณฑ์บน โทษฐานที่ทำให้โรงเรียนเสียชื่อ ผู้บริหารโรงเรียนเรียกผู้เป็นแม่ไปพบและข่มขู่ว่าหากเธอไม่หยุดทำกิจกรรม เจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินคดีสำคัญ และยังมีเจ้าหน้าที่รัฐไปหาบิดาที่บ้านบอกว่าเธอ “ล้มเจ้า” ทำให้ญาติพี่น้องฝั่งบิดาโกรธแค้นหาว่าเธอทำลายเชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ซึ่งเธอบอกว่าเป็นการ “ตัดปีก ตัดแขน ตัดขา ตัดคนรอบข้างเพื่อทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว”

“หนูมีองค์กรนักเรียนมัธยมใน 6 จังหวัดภาคใต้ที่ทุกคนเจอเหตุการณ์เหมือนกัน เราจะเช็คอินสถานการณ์รายบุคคลและร่วมหาแนวทางช่วยเหลือ ถ้าใครมีปัญหากับครอบครัวก็มาพักบ้านเพื่อนก่อน เราไม่สามารถไปยุ่งกับครอบครัวเขา แต่เราอ้าแขนรับเขาเสมอ ถือว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว คนที่ได้รับผลกระทบเหมือนกันจะช่วยซัพพอร์ตกัน เป็นการเยียวยาจิตใจที่ดีมาก”

ไม่ไหวบอกไม่ไหว…หยุดพักแล้วเริ่มใหม่อีกครั้ง”

ระวี เป็นคนทำสื่อออนไลน์สำหรับเด็กที่หันมาติดตามความเคลื่อนไหวของเด็กมัธยม เพราะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นความรุนแรงต่อเด็ก หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสังเกตการณ์และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวนั้น 

“ช่วงสลายการชุมนุม เราเห็นภาพความรุนแรง เครียดไปหมด เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราโทษตัวเองว่าเราทิ้งเพื่อน เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบครึ่งเดือน ต่อมาใช้วิธีเขียนบันทึกเพื่อระบายความรู้สึก ไม่อยู่หน้าสื่อตลอดเวลา บางครั้งก็ทำกับข้าว โทรหาเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมือง หรือออกไปเดินป่า นอกจากนี้ยังมีการภาวนาและทำศิลปบำบัดเพื่อสำรวจตัวเองทำให้รู้ว่าเราโทษตัวเอง แทนที่จะโทษคนที่ทำความรุนแรงกับเรา ก็เลยไม่ตกเป็นเหยื่อการโทษตัวเอง”

“เราสำรวจตัวเองทุกวัน ถ้ารู้ว่าไม่ไหวก็หยุดพักบ้าง พักจากการรับรู้ข่าวสารที่ไม่สร้างสรรค์หรือได้รับพลังงานลบ ถ้าวันไหนไม่พร้อมไปม็อบก็ไม่ไปเลย การเผชิญหน้ากับความรุนแรงและอำนาจที่มากกว่าเป็นพลังทำลายล้าง ไม่ใช่เราไม่เข้มแข็งแต่เรายังไม่พร้อม ถ้าไม่ไหวให้ถอยออกมา สู้ยาวๆ ดีกว่าสู้สั้นๆ แล้วตาย และถ้าเราได้พักเต็มที่เราจะสดชื่นมาก”

You may also like

Leave a Comment